⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2134/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2134/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในคดีอาญาซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีได้ แม้ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุและสมัครใจวิวาทกับจำเลยก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295,83 ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเหตุคดีนี้เกิดจากผู้เสียหายเริ่มก่อเหตุก่อนและสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันกับจำเลยทั้งสาม ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องเช่นนี้ การที่โจทก์อุทธรณ์มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า คดีนี้การสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องความผิดอาญาแผ่นดินประเด็นเรื่องผู้เสียหายจึงไม่ใช่ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุให้เพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องเดิม ขอให้ยกกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคดีของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดีนั้น ถือได้ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาและยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงแสดงไว้ชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ในคดีอาญาซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวนั้น พนักงานสอบสวนมีอำนาจทำการสอบสวนได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบดังนั้นแม้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุและสมัครใจวิวาทกับจำเลยทั้งสามอันมีผลทำให้ผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายก็ตามพนักงานอัยการโจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 83 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเหตุคดีนี้เกิดจากผู้เสียหายเริ่มก่อเหตุก่อนและสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันกับจำเลยทั้งสาม ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดโดยทำเป็นคำพิพากษานั้น กฎหมายได้ระบุไว้ชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 แต่เหตุที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดมิใช่เหตุที่ระบุไว้ในบทกฎหมายดังกล่าว จึงจะต้องทำคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคำสั่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21(2) เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคำพิพากษา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและต้องถือว่าเป็นคำสั่งเพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องเดิมและคดีนี้ได้มีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องความผิดอาญาแผ่นดิน ประเด็นเรื่องผู้เสียหายจึงไม่ใช่ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุให้เพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องเดิมเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุน ขอให้ยกกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคดีของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ จะต้องปรากฏเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา แต่โจทก์มิได้บรรยายถึงเหตุดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 83 ซึ่งเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เหตุคดีนี้เกิดจากผู้เสียหายเริ่มก่อเหตุก่อนและสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันกับจำเลยทั้งสาม ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องเช่นนี้ การที่โจทก์อุทธรณ์มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า คดีนี้มีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องความผิดอาญาแผ่นดินประเด็นเรื่องผู้เสียหายจึงไม่ใช่ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุให้เพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องเดิม ขอให้ยกกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคดีของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดีนั้นเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา และยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงแสดงไว้ชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนแต่อย่างใด และศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีอาญาซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวนั้น พนักงานสอบสวนมีอำนาจทำการสอบสวนได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุและสมัครใจวิวาทกับจำเลยทั้งสาม อันมีผลทำให้ผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายก็ตาม พนักงานอัยการโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องหาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องดังคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา สมควรสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2134/2536 พนักงานอัยการ กองคดี ศาลแขวง ตลิ่งชัน โจทก์ นาย ธนเทพ ปิยโกศล สุวรรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กองคดี ศาลแขวง ตลิ่งชัน · จำเลย - นาย ธนเทพ ปิยโกศล สุวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551ฎีกา 3310/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา