⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3029/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ร้องสอดออกจากที่พิพาทก่อนการบังคับคดี ไม่อาจลบล้างความเสียหายที่ค้างชำระก่อนหน้านั้นได้ และหากผู้ร้องสอดยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายบังคับคดีได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดกับบริวารออกจากที่ดินและตึกพิพาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะ ออกไปจากที่ดินและตึกพิพาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนผู้ร้องสอดได้รับทราบคำพิพากษา ของ ศาลฎีกาและศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้ผู้ร้องสอด ปฏิบัติ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วด้วย ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดตามคำบังคับ โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีอ้างว่าผู้ร้องสอดยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271หากผู้ร้องสอดได้ออกไปจากตึกพิพาทก่อนนี้แล้วก็ไม่ต้องบังคับในส่วนนี้คงบังคับในส่วนอื่นตามคำพิพากษาเช่นค่าเสียหายหรือค่าฤชาธรรมเนียม ต่อไปเพราะการที่ผู้ร้องสอดออกไปจากตึกพิพาทไม่อาจจะลบล้างค่าเสียหายที่ยังค้างชำระก่อนนี้ได้ผู้ร้องสอดออกจากที่พิพาทหรือยังเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยังไม่ยอมรับ และแถลงในคำขอว่าผู้ร้องสอดไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ จึงต้องออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6261 พร้อมตึกเลขที่ 66 และสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาด จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยกับบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกดังกล่าวต่อไป ได้บอกกล่าวขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ชำระค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างของผู้มีชื่อไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ขอให้ยกฟ้อง นางศรไกร รณรงค์ ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดออกจากที่ดินและตึกพิพาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินและตึกพิพาท คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยและผู้ร้องสอดทราบคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาแล้ว แต่จำเลยมรณะ ส่วนผู้ร้องสอดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ออกหมายบังคับ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำบังคับให้ผู้ร้องสอดชำระหนี้ หมายบังคับคดีจึงออกโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 และผู้ร้องสอดได้ออกจากทรัพย์พิพาทแล้วจึงไม่มีเหตุออกหมายบังคับคดีขับไล่ผู้ร้องสอดซ้ำอีก ขอให้ยกเลิกหมายบังคับคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยร่วม ทั้งร้องสอดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่าการออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดกับบริวารออกจากที่ดินและตึกพิพาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะไปจากที่ดินและตึกพิพาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ผู้ร้องสอดได้รับทราบคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2526 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้ผู้ร้องสอดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาใน 30 วันด้วย ต่อมาวันที่21 สิงหาคม 2529 โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีแต่จำเลยร่วม (ผู้ร้องสอด) อ้างว่าจำเลยร่วม (ผู้ร้องสอด)ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ดังนี้การออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หากจำเลยร่วม(ผู้ร้องสอด) ได้ออกไปจากตึกพิพาทก่อนนี้แล้ว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ก็ไม่ต้องบังคับในส่วนนี้ คงบังคับในส่วนอื่นตามคำพิพากษาเช่นค่าเสียหายหรือค่าฤชาธรรมเนียมต่อไปเพราะการที่จำเลยร่วมออกไปจากตึกพิพาทไม่อาจจะลบล้างค่าเสียหายที่ยังค้างชำระก่อนนี้ได้ จำเลยร่วมออกจากที่พิพาทหรือยังเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยังไม่ยอมรับ และแถลงในคำขอว่าจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามคำบังคับจึงต้องออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษา ส่วนฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่าโจทก์ไม่ดำเนินการอะไรต่อมาเป็นเวลา 5 ปี เป็นการละทิ้งคดี ควรจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 ถึงมาตรา 176นั้น เห็นว่า บทกฎหมายที่ผู้ร้องสอดอ้างเป็นเรื่องของการทิ้งฟ้องแต่การบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว และที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิพากษาลงชื่อเพียง 2 คน ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็มีหนังสือรับรองของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่านายเพ็ง เพ็งนิติ ได้ร่วมปรึกษาและมีความเห็นพ้องกันกับได้ลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่างคำพิพากษาแล้ว แต่นายเพ็ง เพ็งนิติได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นเสียก่อนที่จะลงลายมือชื่อในคำพิพากษาฉบับนี้ จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2536 นาย สุวิทย์ แต้ไพสิฐพงษ์ โจทก์ ผู้ร้องสอด โจทก์ นาง ศรไกร รณรงค์ โจทก์ พลโท ประยูร ภมร มนตรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุวิทย์ แต้ไพสิฐพงษ์ · โจทก์ - ผู้ร้องสอด · โจทก์ - นาง ศรไกร รณรงค์ · จำเลย - พลโท ประยูร ภมร มนตรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุเมธ อุปนิสากร · วิทวัส อยู่วัฒนา · ประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 171/2513ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 945/2504ฎีกา 1368/2510ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 1388/2500ฎีกา 3781/2545ฎีกา 684/2488ฎีกา 1763/2551ฎีกา 1427/2514ฎีกา 403/2530ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1485/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา