⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5622/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ แม้โจทก์จะเรียกค่าเสียหายไม่ได้เต็มจำนวนตามที่เรียกร้อง ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรได้

ย่อคำพิพากษา

ตามสัญญาว่าจ้างให้จำเลยทำการก่อสร้างหลักไฟนำพร้อมอุปกรณ์และหลักกิโลเมตร จำเลยไม่สามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามกำหนดสัญญา โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา นอกจากโจทก์จะมีสิทธิริบหลักประกันแล้ว โจทก์ยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ด้วย ความเสียหายที่โจทก์ได้รับคือไม่สามารถใช้สอยหลักกิโลเมตรร่องน้ำที่จำเลยรับจ้างก่อสร้างให้โจทก์ไม่ใช่ค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างก่อสร้างที่ได้จ้างให้แก่จำเลย และเมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายได้ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้รับตามจำนวนสมควร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๕ และวันที่ ๒๗กันยายน ๒๕๒๕ โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยทำการก่อสร้างหลักไฟนำพร้อมอุปกรณ์จำนวน ๑ คู่ และหลักกิโลเมตร จำนวน ๑๐ หลัก ที่ร่องน้ำสตูล จังหวัดสตูลในราคา ๑,๒๘๘,๐๐๐ บาท และทำการก่อสร้างหลักกิโลเมตรจำนวน ๑๑ หลักที่ร่องน้ำสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ในราคา ๖๕๕,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ และ ๔ ตามลำดับ ปรากฏว่าตามสัญญาจ้างเอกสารหมายเลข ๒ จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานก่อสร้างให้โจทก์เพียงงวดที่ ๑ ส่วนงวดที่ ๒ นั้นส่งมอบเฉพาะการก่อสร้างหลักไฟนำพร้อมอุปกรณ์จำนวน ๑ คู่ เท่านั้นซึ่งรวมเป็นเงินค่าจ้างที่จำเลยรับไปตามงานที่ส่งมอบ ๗๘๓,๑๐๐ บาท ส่วนงานงวดสุดท้ายซึ่งเป็นงานส่วนก่อสร้างหลักกิโลเมตรจำเลยทำไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา และสำหรับตามสัญญาจ้างเอกสารหมายเลข ๔ นั้น จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานก่อสร้างให้โจทก์ได้เพียง ๒ งวด โดยได้รับค่าจ้างไปรวมเป็นเงิน ๓๒๗,๕๐๐ บาท ส่วนงานงวดสุดท้ายจำเลยทำไม่แล้วเสร็จและส่งมอบให้โจทก์ไม่ได้ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาเช่นเดียวกัน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองฉบับ การผิดสัญญาของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายเพราะไม่ได้รับประโยชน์ในการใช้สอยหลักกิโลเมตร จำนวน ๑๐ หลัก ที่ร่องน้ำสตูลและหลักกิโลเมตร จำนวน ๑๑ หลัก ที่ร่องน้ำสมุทรสาคร ตามวัตถุประสงค์ของสัญญาโดยค่าเสียหายนี้ไม่น้อยกว่าเงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยไปแล้วเป็นเงินจำนวน๔๑๖,๖๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญาวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๐ เป็นเวลา ๑,๑๓๐ วันเป็นเงิน ๙๖,๗๓๑ บาท รวมเป็นค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ๕๑๓,๓๓๑ บาท จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๑๓,๓๓๑ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน ๔๑๖,๖๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่สามารถก่อสร้างและส่งมอบงานให้โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลาตามฟ้องโจทก์จริงเพราะหลักกิโลเมตรที่ก่อสร้างไว้ถูกเรือชนหัก อันเป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยยินดีที่จะก่อสร้างให้จนเสร็จแต่ทางโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเสียก่อน ดังนั้น เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วริบหลักประกันที่จำเลยให้ไว้เป็นเบี้ยปรับจำนวน๙๗,๑๕๐ บาท และจำนวน ๓๙,๓๐๕ บาท รวมเป็นเงิน ๑๓๖, ๔๕๕ บาทตามสัญญาทั้งสองฉบับไปจากจำเลยแล้วก็แสดงว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยอีกและไม่มีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เรียกมานั้นได้อีกเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน๑๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างหลักกิโลเมตรจำนวน ๑๐ หลัก ที่ร่องน้ำสตูลให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖ และจำเลยไม่สามารถก่อสร้างหลักกิโลเมตรจำนวน ๑๑ หลัก ที่ร่องน้ำสมุทรสาครให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๖ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเมื่อวันที่ ๒๖มีนาคม ๒๕๒๗ และริบหลักประกันจำนวนเงิน ๙๗,๑๕๐ บาท และ ๓๙,๓๐๕ บาทรวมเป็นเงิน ๑๓๖,๔๕๕ บาท ตามสัญญาทั้งสองฉบับจากจำเลยแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญาข้อ ๒๐ (๔) จากจำเลยด้วยที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับค่างวดงานที่โจทก์จ่ายให้จำเลยรวม ๒ งวด เป็นเงิน ๘๙,๑๐๐ บาท และ ๓๒๗,๕๐๐ บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน ๔๑๖,๖๐๐ บาท ศาลฎีกาเห็นว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับคือไม่สามารถใช้สอยหลักกิโลเมตรร่องน้ำที่จำเลยรับจ้างก่อสร้างให้โจทก์แต่จำนวนค่าเสียหายไม่ใช่ค่าจ้างก่อสร้างที่โจทก์ได้จ่ายให้จำเลยไป จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถสืบจำนวนค่าเสียหายได้ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้ตามจำนวนสมควร แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๑๐๕,๐๐๐ บาท นั้นน้อยไป จึงควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์๒๐๐,๐๐๐ บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2536 กรมเจ้าท่า โจทก์ บริษัทซีวิลดีเวลลอปเมนต์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมเจ้าท่า · จำเลย - บริษัทซีวิลดีเวลลอปเมนต์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล สระฏัน · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายทวิช กำเนิดเพชร์ · ศาลอุทธรณ์ นายอธิราช - มณีภาค
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 458/2535ฎีกา 591/2531ฎีกา 5459/2537ฎีกา 2036/2542ฎีกา 5470/2537ฎีกา 654/2541ฎีกา 258/2530ฎีกา 464/2567ฎีกา 2908/2523ฎีกา 2131/2537ฎีกา 2385/2523ฎีกา 3010/2543ฎีกา 793/2507ฎีกา 4192/2536ฎีกา 145/2554ฎีกา 2382/2534ฎีกา 7139/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1141/2502ฎีกา 158/2509ฎีกา 6848/2540ฎีกา 3887/2534ฎีกา 262/2473ฎีกา 2365/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา