คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2536
ย่อคำพิพากษา
บริษัทจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 สองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 5 ได้ประกาศชักชวนบุคคลทั่วไปให้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน หรือร้อยละ 96 ต่อปี ซึ่งมากกว่าที่สถาบันการเงินจะพึงให้ได้การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 6 รับเงินจากผู้ร่วมลงทุนแล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 มามอบให้กับผู้ร่วมลงทุน โดยจำเลยที่ 4ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน1 เปอร์เซ็นต์ ชักชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมลงทุนเป็นการที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 กู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 แล้วไม่ใช่เป็นตัวแทนของผู้ร่วมลงทุน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ผู้กู้ยืมเงิน"หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงินและในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย" แม้พระราชกำหนดจะได้บัญญัติไว้ดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 ได้ร่วมดำเนินกิจการกับจำเลยที่ 1และได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้แม้จำเลยที่ 4เป็นผู้เสียหายได้ร่วมกับพวกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นคดีอาญาต่อศาลในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชกำหนดว่าด้วยการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และเป็นโจทก์ ฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมดำเนินกิจการกับจำเลยที่ 1 อยู่นั่นเอง พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 6ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ต่อศาลอาญาแม้ศาลอาญาจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6แต่พนักงานอัยการโจทก์ยังได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด จึงฟังเป็นยุติไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 ไม่ได้กระทำผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าวก็ตาม แต่ตามเจตนารมย์ของพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 10 นั้นแม้ผู้กระทำผิดอยู่ในฐานะผู้ต้องหาและหากเข้าหลักเกณฑ์ที่จะเป็นบุคคลล้มละลายพนักงานอัยการก็มีอำนาจฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวให้เป็นบุคคลล้มละลายได้ ทั้ง ๆ ที่ในขณะฟ้องยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าผู้กระทำผิดได้กระทำผิดหรือไม่ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6ให้ล้มละลายได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.3 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.4 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.5 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.10 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม.16 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.3 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม.10 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.7 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานอัยการ มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 10, 16 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 5 สองในสามคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2526 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2527 อันเป็นวันก่อนที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 ใช้บังคับ และเมื่อระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2527ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2528 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ใช้บังคับแล้วจำเลยทั้งหกกับพวกโดยเจตนาทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนด้วยการโฆษณา ประกาศแพร่ข่าวให้ปรากฏต่อประชาชน จัดตั้งสายซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งหกกับพวกและจัดให้มีบุคคลตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไปชักชวนบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและประชาชนเพื่อให้มีการให้กู้ยืมเงิน โดยแอบอ้างว่าจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหาเงินทุนรับกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ เป็นตัวแทนนายหน้า และจัดหาผลประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปในลักษณะของการลงทุนซื้อขายสินค้า การลงทุนในกิจการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซื้อขายสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์โดยประชาชนผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้ยืมเงินจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของเงินปันผลในอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน เป็นรายเดือนหรือในอัตราร้อยละ 96 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ซึ่งกำหนดไม่เกินร้อยละ 16 ต่อปีตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2524 ออกตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้ผู้กู้ยืมของสถาบันการเงินพ.ศ. 2523 ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งหกกับพวกจะเป็นตัวแทนจัดผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้ยืมเงินซึ่งจำเลยทั้งหกกับพวกจะรับโดยไม่จำกัดจำนวนคนและจำนวนเงินเนื่องจากการโฆษณา ประกาศแพร่ข่าว และชักชวนของจำเลยทั้งหกกับพวกดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งรวมทั้งนาวาอากาศเอกหญิงจารุวรรณ สุวรรณรักษ์ ผู้เสียหายกับพวกจำนวนไม่น้อยกว่า 185 คน หลงเชื่อคำอวดอ้างของจำเลยกับพวกดังกล่าวจึงให้จำเลยทั้งหกกับพวกกู้ยืมเงินไปก่อนวันที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มีผลใช้บังคับเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า20,462,000 บาท และประชาชนรวมทั้งนาวาอากาศหญิงจารุวรรณ สุวรรณรักษ์ ผู้เสียหายกับพวกจำนวนไม่น้อยกว่า 449 คน หลงเชื่อคำอวดอ้างของจำเลยทั้งหกกับพวกดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งหกกับพวกกู้ยืมเงินไปในระหว่างวันที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มีผลใช้บังคับแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น57,565,000 บาท โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันทำและลงชื่อในเอกสารสัญญาและตราสารในการกู้ยืมเงินนั้นในลักษณะต่าง ๆ เช่น หนังสือสัญญาการลงทุน เช็คและหรือใบเสร็จรับเงินมอบให้แก่ผู้เสียหายและประชาชนทั่วไปเพื่อเป็นหลักฐานในการรับเงินดังกล่าวไป แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกได้ร่วมกันนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวไม่ยอมคืนเงินร่วมลงทุนหรือเงินกู้ยืมดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2528 ตลอดมา และหลบหนีไปอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8, 10 และ 16 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยทั้งหกซึ่งได้กระทำความผิดดังกล่าวเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายและมีสินทรัพย์ไม่พอชำระหนี้สินและเห็นสมควรให้มีการดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ก่อนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ให้กู้ยืมเงิน นอกจากนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ยังได้ทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดตาม มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 จำเลยทั้งหกเป็นผู้ต้องหาว่า กระทำความผิดบทกฎหมายดังกล่าวเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวมีสินทรัพย์ไม่พอชำระหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งหกเป็นหนี้ผู้ให้กู้ยืมเงินหลายรายเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า80,027,000 บาท และหนี้นั้นกำหนดจำนวนได้แน่นอนขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 และพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527
ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งหกโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกชั่วคราว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกชั่วคราวตามคำร้อง
จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1ประกาศโฆษณาข้อความเท็จหลอกลวงผู้เสียหายทุกคนตามที่โจทก์อ้าง การทำสัญญาร่วมลงทุนและการออกเช็คให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ทุกประการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่ผู้กู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืมเงินและรับเงินจากผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ร่วมรับผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้การว่า มิได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 4 เป็นผู้เสียหายคนหนึ่งได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ตามคดีหมายเลขดำที่ 2318/2528หมายเลขแดงที่ 1191/2529 ของศาลอาญา จำเลยที่ 4 และที่ 6มิได้โฆษณาหรือชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1และมิได้ร่วมกับจำเลยอื่นประกอบธุรกิจจัดหาเงินทุน รับกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ เป็นตัวแทนหรือนายหน้า และจัดหาผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน หากแต่จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของผู้เสียหายในการนำเงินไปร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 ไปมอบให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 4 และที่ 6มิได้เป็นลูกหนี้ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายทุกคนได้ทำสัญญาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในสัญญาในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เพียงแต่ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาเท่านั้นจำเลยที่ 6 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และมิได้นิติสัมพันธ์กับผู้เสียหาย หนี้ต่าง ๆ จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 4 และที่ 6 จำเลยที่ 4 ได้ลงทุนกับจำเลยที่ 1เป็นเงิน 6,000,000 บาทเศษ และได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1กับพวกขอเรียกทรัพย์คืนตามคดีหมายเลขดำที่ 12311/2528หมายเลขแดงที่ 10745/2529 ของศาลชั้นต้น และได้ฟ้องจำเลยที่ 1ขอให้ล้มละลายตามคดีหมายเลขดำที่ ล.219/2528 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 และที่ 6 มิได้เป็นลูกหนี้ของผู้เสียหาย จึงมิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมิได้กระทำความผิดตามมาตรา 4, 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 มิได้ลงชื่อเป็นผู้กู้ยืมเงินในหนังสือสัญญาหรือเอกสารใด ๆ ที่โจทก์อ้างมา จำเลยที่ 5 จึงมิใช่ผู้กู้ยืมเงิน
จำเลยที่ 1 และที่ 5 ขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 10 จำเลยที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 4 และที่ 6 นำสืบรับกันว่า จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 สองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1ได้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ประกาศชักชวนบุคคลทั่วไปให้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือนหรือร้อยละ 96 ต่อปีซึ่งมากกว่าที่สถาบันการเงินจะพึงให้ได้ตามประกาศของกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.6 เมื่อลงทุนครบ 6 เดือนแล้วผู้ร่วมลงทุนจะถอนทุนคืนก็ได้ ได้มีผู้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ประมาณ 551 ราย รวมกันเป็นเงินประมาณ 79,000,000 ล้านบาทเศษ ทั้งก่อนพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ใช้บังคับและหลังใช้บังคับแล้ว ผู้ร่วมลงทุนได้ผลประโยชน์ตอบแทนตลอดมาจนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2529 จำเลยที่ 1 กับพวกไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนและจ่ายทุนคืนให้แก่ผู้ร่วมลงทุนได้ผู้ร่วมลงทุนได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมักกระสัน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวก ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 6 มีว่า จำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นผู้กู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 4 และที่ 6 ได้ชักชวนผู้ร่วมลงทุนพยานโจทก์ประมาณ 35 คน ซึ่งเป็นผู้เสียหายให้มาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยผู้ร่วมลงทุนดังกล่าวได้มอบเงินให้จำเลยที่ 4หรือที่ 6 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน หากเงินที่นำมาลงทุนต่ำกว่า50,000 บาท จำเลยที่ 4 หรือที่ 6 จะออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้ หากจำนวนเงินที่ร่วมลงทุนเกิน 50,000 บาทจำเลยที่ 4 จะออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้ก่อน หลังจากนั้นจะได้รับหนังสือร่วมลงทุนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นพยาน เมื่อผู้ร่วมลงทุนได้รับหนังสือสัญญาร่วมลงทุนแล้วจะคืนใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้แก่จำเลยที่ 4 หนังสือสัญญาร่วมลงทุนปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4นอกจากนี้สำหรับผู้ร่วมลงทุนบางราย จำเลยที่ 4 จะมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาราชวงศ์ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 นำสืบรับเจ้ามาว่า ได้รับเงินจากผู้ร่วมลงทุนและได้ออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราวหรือหนังสือสัญญาร่วมลงทุนของจำเลยที่ 1 ให้ผู้ร่วมลงทุนจริง และได้ส่งมอบเงินทั้งหมดที่ได้รับมาให้จำเลยที่ 1แล้วแต่อ้างว่าจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของผู้ร่วมลงทุนไม่ใช่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 6 เป็นผู้รับเงินแทนจำเลยที่ 4 ในกรณีที่จำเลยที่ 4 ไม่อยู่ เมื่อรับเงินแล้วก็ได้มอบให้จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ยอมรับว่าในวันที่บริษัทจำเลยที่ 1เปิดทำการ ทางจำเลยที่ 1 ได้ประกาศว่าหากมีผู้สนใจจะร่วมลงทุนให้ติดต่อที่บริษัทจำเลยที่ 1 โดยตรงก็ได้หรือจะฝากเงินร่วมลงทุนผ่านจำเลยที่ 4 ก็ได้ นอกจากนี้จากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนทราบว่าผู้ร่วมลงทุนส่วนมากจะมอบเงินผ่านจำเลยที่ 4 และที่ 6เท่านั้น พยานโจทก์หลายปาก เช่น เรืออากาศโทชวน นาคพวงพันจ่าอากาศเอกสมศักดิ์ กรุดเที่ยง นางสิริพรรณ อ่ำชิตหม่อมหลวงจันทร์ฉาย จันทรโชติ จ่าสิบเอกสมบัติ กาญจนพันธ์นางสาวมณเทียร แหเกิด นาวาอากาศตรีประยูร พงษ์แสงศรีนาวาอากาศตรีสิทธิชัย ฮวยเจริญ เป็นต้นเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 ได้ชัดชวนให้ร่วมลงทุนและพยานดังกล่าวได้มอบเงินให้จำเลยทั้งสองนี้ เหตุที่ร่วมลงทุนพยานบางปาก เช่น พันจ่าอากาศเอกสมศักดิ์กับเรืออากาศโทชวน เบิกความว่าเพราะเชื่อถือจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 อ้างว่าไม่ได้ชักชวนประชาชนให้มาร่วมลงทุนจึงฟังไม่ขึ้นนางสิริพรรณเบิกความว่า ในวันที่ 7 มิถุนายน 2528 เวลา 14นาฬิกา ได้มีการประชุมผู้ร่วมลงทุนมีมิลเลียนดิสโกเธคถนนรามคำแหง มีผู้ร่วมลงทุนเป็นร้อยคนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ทนายความของจำเลยที่ 1 ก็เข้าประชุม จำเลยที่ 6 ได้ขึ้นไปบอกกล่าวว่า ต่อไปนี้จะขอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ 4 ต่อเดือน โดยจะจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือนเห็นว่าการที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 6 รับเงินจากผู้ร่วมลงทุนแล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 มามอบให้กับผู้ร่วมลงทุนโดยจำเลยที่ 4 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ ชักชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมลงทุน เป็นการที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 กู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527แล้ว ที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 ว่าเป็นตัวแทนของผู้ร่วมลงทุนจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 4 และที่ 6 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล จึงไม่ใช่ผู้กู้ยืมตามพระราชกำหนดดังกล่าว เห็นว่าตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกำหนดนี้"ผู้กู้ยืมเงิน" หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงินและในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย" แม้พระราชกำหนดจะได้บัญญัติไว้ดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 ได้ร่วมดำเนินกิจการกับจำเลยที่ 1และได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 และ 6ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้ แม้จำเลยที่ 4 เป็นผู้เสียหายได้ร่วมกับพวกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4เป็นคดีอาญาต่อศาลในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชกำหนดว่าด้วยการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 และเป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมดำเนินกิจการกับจำเลยที่ 1 อยู่นั่นเองจำเลยที่ 6 ฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่าจำเลยที่ 6 ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 หรือมาตรา 5 โดยจำเลยที่ 6 ฎีกาอ้างเหตุว่าพนักงานอัยการ กรมอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 6 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ต่อศาลอาญา ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 594/2527 คดีหมายเลขแดงที่ 2325/2533 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์ เรืออากาศตรีหญิงสดศรี อมรวิสัยสรเดช ที่ 1นาวาอากาศเอกพงษ์ อมรวิสัยสรเดช ที่ 2 (คือจำเลยที่ 6ในคดีนี้) ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวมูลคดีและเป็นเรื่องเดียวกับคดีนี้ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 6 คดีนี้)จำเลยที่ 6 จึงไม่ใช่เป็นผู้กู้ยืมเงินและมิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 4 หรือมาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 เห็นว่า แม้ศาลอาญาจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6แต่พนักงานอัยการโจทก์ยังได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวยังไปถึงที่สุด จึงฟังเป็นยุติไม่ได้ว่าจำเลยที่ 6 ไม่ได้กระทำผิดตามพระราชกำหนดดังกล่าวก็ตาม แต่ตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 10 นั้น แม้ผู้กระทำผิดอยู่ในฐานะผู้ต้องหาและหากเข้าหลักเกณฑ์ที่จะเป็นบุคคลล้มละลายพนักงานอัยการก็มีอำนาจฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวให้เป็นบุคคลล้มละลายได้ ทั้ง ๆ ที่ในขณะฟ้องยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าผู้กระทำผิดได้กระทำผิดหรือไม่ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ให้ล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2536
อัยการ กรมอัยการ โจทก์
บริษัท มิลเลี่ยนแนร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการ กรมอัยการ · จำเลย - บริษัท มิลเลี่ยนแนร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมปอง เสนเนียม · อัมพร เดชศิริ · วิทูรย์ สุทธิประภา |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา