⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 945/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ทำได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น และข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาเสียเปรียบ แต่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

การร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 นั้น ทำได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น แม้ข้อตกลงในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนหนี้ถึงกำหนดชำระ จะทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบต่อโจทก์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 1เอง หาเกี่ยวกับสังคมหรือประชาชนไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2จะมีที่อยู่แยกต่างหากจากภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหลักแหล่งที่ทำการเป็นปกติแห่งเดียวกับจำเลยที่ 1ดังนั้น การที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำบอกกล่าวแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.151 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.652 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.686 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.728

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดโดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์สาขานครปฐมเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 3469 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์หลายครั้งและรับเงินไป ดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปีชำระเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบเข้ากับเงินเบิกเกินบัญชีที่ค้างชำระเป็นคราว ๆ ไปและจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินเพิ่มขึ้นได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะพึงเรียกได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและการกู้เงิน โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ได้จำนองที่ดินโฉนดที่ 6322, 38339, 38340, 38341 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์)จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์อยู่แล้วในเวลาจำนองและในภายหน้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีโดยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าและวิธีคิดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ในการบังคับจำนองหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นได้จนครบ เพียงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2528 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยเป็นเงิน 18,501,597.93 บาท โดยเป็นหนี้ต้นเงิน15,853,424.65 บาท ดอกเบี้ย 2,648,173.28 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรับอ้างว่าย้ายที่อยู่ คิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 30 กรกฎาคม 2529 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีรวมทั้งดอกเบี้ย3,032,581.41 บาท (ต้นเงิน 2,959,604.89 บาท ดอกเบี้ย 72,976.52บาท) เป็นหนี้ตามสัญญากู้เป็นเงิน 20,203,126.37 บาท (ต้นเงิน15,853,424.65 บาท ดอกเบี้ย 4,349,701.72 บาท)รวมเป็นเงิน23,235,707.78 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน23,235,707.78 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีโดยคิดจากยอดหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,959,604.89 บาทและคิดจากต้นเงินตามสัญญากู้จำนวน 15,853,424.65 บาท และอัตราดอกเบี้ยนี้ให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระตามอัตราขึ้นลงซึ่งธนาคารพาณิชย์จะสามารถพึงเรียกได้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ 6322, 38339, 38340, 38341 ตำบลสนามจันทร์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์)จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนครบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1เป็นลูกค้าโจทก์สาขานครปฐมจริง แต่ไม่เคยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์สาขานครปฐมเพราะเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ระบุว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซึ่งหมายถึงสำนักงานใหญ่ และไม่มีลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกับประทับตราของโจทก์จึงไม่ใช่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ก่อนถึงกำหนด โจทก์ไม่มีอำนาจกระทำได้และไม่บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้าในระยะเวลาอันพอสมควร แม้ตามสัญญากู้จะระบุให้โจทก์เรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนกำหนด ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะ ดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นทั้งหมดถึงวันฟ้องเพียง 20,100,200 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วเป็นเงิน 3,000,000 บาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์เพื่อที่จะให้ระยะเวลาอันสมควร และกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์23,235,707.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยคิดจากยอดหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,959,604.89 บาทจากยอดหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 15,853,424.65 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้บังคับจำนองนำที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หากได้เงินไม่พอให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 ที่ให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายนั้น กฎหมายมีความประสงค์จะให้ใช้ในศาลชั้นต้นเท่านั้นดังจะเห็นได้ว่าวรรคสุดท้ายของมาตรา 24 ดังกล่าวได้บัญญัติไว้ว่าคำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228, และ 247 ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวให้ยกคำร้อง... จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสามว่า ข้อตกลงในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนหนี้ถึงกำหนด ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นโมฆะ พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ 2 ฉบับ ในวันเดียวกันคือวันที่ 12 เมษายน2526 สัญญาทั้งสองฉบับได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ คือ ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหนี้ถึงกำหนดชำระภายในวันที่ 12 เมษายน 2527ส่วนสัญญากู้เงินและสัญญากู้เงินเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 12 เมษายน 2530 และสัญญาทั้งสองฉบับมีข้อความต่อไปอีกว่า ระยะเวลาชำระหนี้ที่กำหนดไว้ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดนั้น ดังนี้แม้จำเลยที่ 1 จะเสียเปรียบโจทก์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็เกิดขึ้นด้วยใจสมัครของจำเลยที่ 1 เอง หาเกี่ยวกับสังคมหรือประชาชนไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3161/2527 ระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์ นายรุจิโรจน์ ตันชวลิต กับพวกจำเลย โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนหนี้ครบกำหนดเวลาตามสัญญาได้ ส่วนสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องร่วมรับผิดด้วยแม้จะไม่มีข้อกำหนดว่าจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดตั้งแต่เมื่อใด ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสี่ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยังไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และไถ่จำนอง พิเคราะห์แล้ว พยานหลักฐานโจทก์ได้ความว่านายวิชิต ได้มอบอำนาจให้นายสุขุม ธารณธรรมทนายโจทก์ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามส่งไปยังจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และส่งไปให้แก่จำเลยที่ 2ยังบ้านพักที่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่ามีผู้รับแทนจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.3, จ.4 ส่วนจำเลยที่ 2 ปรากฏว่าย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ ส่งให้ไม่ได้ตามเอกสารหมาย จ.12, จ.13 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทน แม้จำเลยที่ 2 จะมีที่อยู่แยกต่างหากจากภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหลักแหล่งที่ทำการเป็นปกติแห่งเดียวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ทั้งในหนังสือบอกกล่าวทวงถามที่ส่งไปถึงจำเลยที่ 1 ก็มีการทวงถามบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ด้วย การที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวไปถึงจำเลยที่ 1 แล้ว ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้นแล้วโดยโจทก์ไม่ต้องนำบุรุษไปรษณีย์มาเบิกความ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ทราบหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และไถ่จำนองของโจทก์แล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2536 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ บริษัท นคร โฮเต็ล จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · จำเลย - บริษัท นคร โฮเต็ล จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เริงธรรม ลัดพลี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 558/2509ฎีกา 2749/2538ฎีกา 591/2531ฎีกา 10166/2539ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3245/2534ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 4590/2553ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 548/2522ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 2657/2534ฎีกา 6321/2544ฎีกา 72/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ