⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 144/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกู้ยืมเงินที่เกิดขึ้นหลายครั้งก่อนทำสัญญากู้เงินฉบับสุดท้าย ไม่ทำให้สัญญากู้เงินฉบับนั้นเสียไป หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าผู้กู้ได้รับเงินตามจำนวนที่ระบุในสัญญาจริง

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์และทำหนังสือสัญญากู้เงินไว้ แม้ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1กู้ยืมเงินไปสี่ห้าครั้งก่อนแล้วจึงได้ทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย ล.1 ก็ไม่เป็นพิรุธหรือข้อแตกต่างอันจะทำให้สัญญากู้เงินเสียไป เพราะข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินและได้รับเงินจำนวนตามฟ้องจากโจทก์ไปแล้วก่อนทำสัญญากู้เงินหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินจำนวนตามฟ้องจากโจทก์ในวันทำสัญญากู้เงินหรือก่อนวันทำสัญญาและรับเงินดังกล่าวครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อแตกต่างกับฟ้องถึงรับฟังไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เป็นเงิน140,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน172,621.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินตามฟ้องไปจากโจทก์ หนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องทำขึ้นเพื่อเป็นการอำพรางสัญญาหุ้นส่วนในการทำกิจการไร่อ้อย แต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกการเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 172,621.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะตอบคำถามค้านทนายความจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปสี่ห้าครั้งก่อนแล้วจึงได้ทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 ก็ไม่เป็นข้อพิรุธหรือข้อแตกต่างอันจะทำให้เอกสารหมาย จ.1 เสียไปเพราะข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินและได้รับเงินจำนวนตามฟ้องจากโจทก์ไปแล้วก่อนที่จะทำสัญญากู้เงินหรือไม่ เมื่อตามคำเบิกความของโจทก์และพยานเอกสารของโจทก์ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1ได้กู้ยืมเงินตามฟ้องและได้รับเงินจากโจทก์ไปแล้วก่อนที่จะทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินจำนวนตามฟ้องจากโจทก์ในวันทำสัญญากู้เงินหรือก่อนวันทำสัญญาและรับเงินดังกล่าวครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อแตกต่างกับฟ้องถึงรับฟังไม่ได้ดังจำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2537 นาย ลี อำภาราม โจทก์ นาย พิบูลย์ อัมภาราม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ลี อำภาราม · จำเลย - นาย พิบูลย์ อัมภาราม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพี้ยน พุทธสุอัตตา · บุญศรี กอบบุญ · สุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3245/2534ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา