คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 548/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของผู้ตายที่ดื่มสุราแล้วก่อความวุ่นวายในร้านอาหาร ไม่ถือเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
ย่อคำพิพากษา
แม้ผู้ตายชอบดื่มสุราแล้วก่อเหตุวิวาทเป็นประจำ เคยถูกจำคุกฐานเมาสุราทำร้ายผู้อื่นและยังก่อคดีทำร้ายผู้อื่นอีก 2 คดีแล้วมาก่อเหตุคดีนี้ก็เป็นเหตุการณ์เรื่องอื่น มิใช่เหตุในคดีนี้จึงมิใช่มูลกรณีที่จะถือได้ว่าจำเลยทั้งสามถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพขายสุรา ลาบ และส้มตำ การที่ผู้ตายซึ่งเป็นลูกค้าดื่มสุราแล้วมึนเมาก่อเหตุกวาดสิ่งของบนโต๊ะและล้มโต๊ะ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ร้านขายสุราและอาหารประสบอยู่เสมอ มิใช่เป็นการข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 83
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก, 83 วางโทษจำคุกคนละ 3 ปี
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 72 กำหนดโทษจำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามช่วยค่าทำศพแก่บิดาผู้ตายเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า คืนเกิดเหตุผู้ตายกับพวกนั่งดื่มสุราที่ร้านขายลาบและส้มตำของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ผู้ตายเมาสุราใช้มือกวาดแก้วตกจากโต๊ะและล้มโต๊ะจำเลยทั้งสามไม่พอใจเข้ารุมทำร้ายผู้ตายเกิดการต่อสู้กันจำเลยที่ 1 ใช้เก้าอี้ตีทำร้ายผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2 เข้าล๊อกคอผู้ตายไว้ เมื่อผู้ตายล้มลงจำเลยที่ 3 เข้ากระทืบผู้ตายซ้ำอีกผู้ตายล้มศีรษะฟาดพื้น น้องชายของผู้ตายเข้าห้ามปรามและพาผู้ตายกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาเหตุบันดาลโทสะมาวินิจฉัยก็เพราะเห็นว่า ผู้ตายชอบดื่มสุราแล้วก่อเหตุวิวาทเป็นประจำ ผู้ตายเคยถูกจำคุกฐานเมาสุราทำร้ายผู้อื่นและยังก่อคดีทำร้ายผู้อื่นอีก 2 คดี แล้วมาก่อเหตุคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้ตายจะมีพฤติกรรมดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นเหตุการณ์ในเรื่องอื่น มิใช่เหตุในคดีนี้ จึงมิใช่มูลกรณีที่จะถือได้ว่าจำเลยทั้งสามถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพขายสุรา ลาบ และส้มตำ การที่ผู้ตายซึ่งเป็นลูกค้าดื่มสุราแล้วมึนเมาก่อเหตุกวาดสิ่งของบนโต๊ะและล้มโต๊ะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ร้านขายสุราและอาหารประสบอยู่เสมอมิใช่เป็นการข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะแต่อย่างใด
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 548/2537
พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์
นาย สม สมัย หรือ อ้วน สุทธิประภา กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย สม สมัย หรือ อ้วน สุทธิประภา กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา