คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5621/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะไม่มีกรรมสิทธิ์ แต่หากมีการครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว ย่อมสามารถใช้ยันกันระหว่างเอกชนได้ และผู้ครอบครองมีสิทธิฟ้องร้องผู้ที่เข้าแย่งการครอบครองได้
ย่อคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ที่พิพาทจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติแต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมใช้ยันกันได้ หากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว จำเลยบุกรุกเข้าแย่งการครอบครอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง จำเลยฎีกาว่าที่พิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ไม่มีผู้ใดใช้ประโยชน์บนที่ดิน การกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องคดีภายหลังจากที่จำเลยซื้อสิทธิในที่พิพาทจาก ป. รวมเวลาที่ ป.และจำเลยครอบครองเกินกว่าหนึ่งปี คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้อง เป็นฎีกาที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบหรือผิดพลาดข้อไหน อย่างไร เป็นฎีกาที่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายแพทย์อุดม แดงมีเชาวน์ · จำเลย - นายอุทาร อัศวินวินิจกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพโรจน์ คำอ่อน · สมศักดิ์ วิธุรัติ · สมพงษ์ สนธิเณร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดจันทบุรี - นางกฤษณี เยพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายคงศักดิ์ วัชรคงศักดิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา