⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6314/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6314/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลพิพากษา โดยศาลมีอำนาจอนุญาตหรือไม่ก็ได้ตามที่เห็นสมควร. เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพไม่ชัดเจนว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนหรือไม่ ให้วินิจฉัยในส่วนนี้ให้เป็นคุณแก่จำเลย.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญา จำเลยย่อมยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยก่อนศาลพิพากษา ศาลมีอำนาจจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้สุดแต่ศาลจะเห็นสมควร ในตอนแรกจำเลยให้การปฏิเสธหลังจากศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก จำเลยก็ขอเพิกถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจสืบพยานที่เหลืออีกต่อไปและศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา ให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน แต่ต่อมาจำเลยกลับขอให้การใหม่อีก เป็นรับสารภาพเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหามีอาวุธปืนว่า จำเลยได้มีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่จำนวน 1 กระบอก ไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยฟังคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เป็นการแน่นอนว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้นเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เป็นคุณแก่จำเลยว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและพาไปโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.163 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,295, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำให้การเดิมเป็นรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำให้การเดิมเป็นรับสารภาพเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นส่วนข้อหาอื่นปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหลังจากศาลชั้นต้นได้ปรึกษาคดีและมีคำพิพากษาแล้วไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 295, 371 เรียงกระทงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนจำคุก 12 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไม่มีใบอนุญาตพกพาจำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 24 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ว่า บทบัญญัติของมาตรา 163แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าจำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ก่อนศาลพิพากษา การที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วแต่ยังมิได้อ่านให้จำเลยฟัง จะถือว่าศาลได้พิพากษาแล้วหาได้ไม่ จำเลยย่อมยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การชอบแล้วนั้น จึงเป็นการไม่ชอบเห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยก่อนศาลพิพากษา ศาลมีอำนาจจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ สุดแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่หลังจากศาลชั้นต้นได้สืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปากจำเลยก็ขอเพิกถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจสืบพยานที่เหลืออีกต่อไป และศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน แต่ต่อมาจำเลยกลับขอให้การใหม่อีก เป็นรับสารภาพเพียงข้อหาทำร้ายร่างกายเท่านั้น ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้นชอบแล้วแต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหามีอาวุธปืนว่าจำเลยได้มีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่จำนวน 1 กระบอกไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยฟังคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เป็นการแน่นอนว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและพาไปโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายกรณีจึงต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษในข้อหานี้ใหม่ให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคแรก, 72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 371เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือนฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6314/2537 พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ โจทก์ นาย สำเภาหรือเภา รักท้วม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ · จำเลย - นาย สำเภาหรือเภา รักท้วม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 2665/2515ฎีกา 9114/2552ฎีกา 185/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2279/2515ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 425/2486ฎีกา 4534/2531ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา