คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ถือว่าคดีได้ถูกวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ร่วมเคยยื่นฟ้องจำเลยในความผิดกรณีเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้น ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องทนายโจทก์คดีดังกล่าวแถลงต่อศาลว่าไม่มีพยานมาสืบ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของจำเลย คดีจึงไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรกจึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) หาใช่เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคแรก ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334และคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ และจำเลยยื่นคำร้องว่า กรณีเดียวกันนี้นางสาวอัมรา ธิติธรรมรักษา ผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 7345/2535 ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้อง จึงถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไป
ระหว่างพิจารณานางสาวอัมรา ธิติธรรมรักษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของ จำเลยแล้ว เห็นว่า ผู้เสียหาย(โจทก์ร่วม) ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันนี้ และศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือท้ายฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยนั้นจะถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องอันจะเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปได้หรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยนั้น ทนายโจทก์ในคดีดังกล่าวแถลงต่อศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องว่า ไม่มีพยานมาสืบศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ (โจทก์ร่วม) ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของจำเลย จึงวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ (โจทก์ร่วม)ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)หาใช่เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 วรรคแรก ดังโจทก์ฎีกาไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2537
พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์
โจทก์ร่วม โจทก์
นางสาว อัมรา ธิติ ธรรม รักษา โจทก์
นางสาว นภาพร เฟื่องนภา สุข จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นางสาว อัมรา ธิติ ธรรม รักษา · จำเลย - นางสาว นภาพร เฟื่องนภา สุข |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพศาล รางชางกูร · นิเวศน์ คำผอง · ประสิทธิ์ แสนศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา