คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์สมัครใจมอบเงินให้จำเลยเพื่อมิให้จำเลยกระทำการตามหน้าที่ ถือว่าโจทก์มีส่วนสนับสนุนการกระทำของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนั้น แต่หากจำเลยเรียกรับเงินอีกครั้งในภายหลังและโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในส่วนนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเรียกร้องเงินจากโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 6 มิถุนายน 2531 โจทก์เองก็ได้ยอมรับว่าได้ต่อรองจำนวนเงินและตกลงให้เงินแก่จำเลยจำนวน 15,000 บาท ถือได้ว่าโจทก์สมัครใจมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยเพื่อไม่ต้องการให้จำเลยส่งเรื่องแบ่งแยกที่ดินไปกระทรวงดังจำเลยอ้าง โจทก์จึงมีส่วนสนับสนุนไม่ให้จำเลยกระทำการตามหน้าที่ดังกล่าว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า ในวันที่ 9 มิถุนายน2532 จำเลยได้เรียกร้องเงินจากโจทก์อีกเป็นครั้งที่สองจำนวน 4,000 บาทจำเลยจึงจะมอบ น.ส.3 ก. ที่แบ่งแยกให้โจทก์นั้น โจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินแก่จำเลยแต่อย่างใด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายพิชัย ฑูรย์ภานุประพันธ์ · จำเลย - นายประสิทธิ์ นามพร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน · ดุสิต เพชรปลูก |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายประศาสน์ ศิงฆมานันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา