⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2518/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่รับแจ้งความประสงค์ของผู้กระทำผิดให้ผู้เสียหายทราบ และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินค่าไถ่โดยจำเลยไม่ได้รับประโยชน์ด้วย ไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร

ย่อคำพิพากษา

พี่ชายจำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ไปจากการครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ได้บอกให้จำเลยที่ 1ช่วยติดตามรถยนต์คืนจำเลยทั้งสองได้พบ พ.และพ.ต้องการเงิน 30,000 บาท เป็นค่าไถ่รถยนต์คืนจำเลยทั้งสองจึงได้บอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบและให้โอนเงินไปให้จำเลยที่ 1ที่ธนาคาร จำเลยทั้งสองไปรับเงินที่ธนาคารและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนจะได้รับประโยชน์จากเงินค่าไถ่รถยนต์ เพียงแต่จำเลยทั้งสองแจ้งความประสงค์ของ พ. ให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ การจะตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยทั้งสองได้จัดการสืบหารถยนต์ตามความประสงค์ของผู้เสียหายที่ 2และเมื่อผู้ที่ลักรถยนต์ไปต้องการค่าไถ่ จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ และได้มีการโอนเงินเพื่อเสียค่าใช้จ่ายผ่านจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับประโยชน์ด้วย จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335, 357 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายไพโรจน์ พี่จำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของกลางไป ผู้เสียหายที่ 2 ได้บอกให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดตามรถยนต์คืน และมอบเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการติดตาม และตามข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ติดตามไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดเลยแต่ไม่พบรถยนต์ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ติดตามไปที่จังหวัดนครพนมจึงได้พบนายไพโรจน์ และนายไพโรจน์ต้องการเงิน 30,000 บาทเป็นค่าไถ่รถยนต์นั้น จำเลยทั้งสองจึงได้บอกให้ผู้เสียหายที่ 2ทราบและให้โอนเงินไปให้จำเลยที่ 1 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์สาขานครพนม จำเลยทั้งสองจึงไปรับเงินที่ธนาคารและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนจะได้รับประโยชน์อะไรจากเงินค่าไถ่รถยนต์เลย เพียงแต่จำเลยทั้งสองแจ้งความประสงค์ของนายไพโรจน์ให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ การจะตัดสินใจอย่างไรเพื่อจะให้ได้รับรถยนต์คืนมาเป็นเรื่องของผู้เสียหายที่ 2จำเลยทั้งสองได้จัดการสืบหารถยนต์ตามความประสงค์ของผู้เสียหายที่ 2และเมื่อผู้ที่ลักรถยนต์ไปต้องการค่าไถ่ จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ และได้มีการโอนเงินเพื่อเสียค่าใช้จ่ายผ่านจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับประโยชน์ด้วยจำเลยทั้งสองย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2538 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย ประหยัด อินทร์ แก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย ประหยัด อินทร์ แก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ก้าน อันนานนท์ · อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ชัยวัฒน์ ดุลยปวีณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2527ฎีกา 239/2512ฎีกา 12/2511ฎีกา 1851/2557ฎีกา 98/2537ฎีกา 824/2535ฎีกา 5869/2549ฎีกา 2359/2525ฎีกา 1522/2565ฎีกา 558/2540ฎีกา 1311/2540ฎีกา 113/2566ฎีกา 1368/2509ฎีกา 7993/2547ฎีกา 6668/2538ฎีกา 3056/2548ฎีกา 1957/2515ฎีกา 2766/2546ฎีกา 4048/2529ฎีกา 337/2535ฎีกา 6863/2543ฎีกา 5702/2533ฎีกา 330/2549ฎีกา 5621/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา