⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5710/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5710/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดำเนินคดีที่โจทก์หลายคนฟ้องจำเลยคนเดียวในคดีเดียวกัน แม้โจทก์แต่ละคนจะมีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินคนละส่วนกัน ก็เป็นเพียงวิธีการดำเนินคดี ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และหากจำเลยมิได้ยกข้อโต้แย้งดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างและที่ดินคนละแปลง แต่ร่วมกันฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นวิธีการดำเนินคดี ไม่ใช่อำนาจฟ้อง จึงมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ แต่ก็มิได้โต้แย้งเมื่อศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ จึงเป็นข้อกฎหมาย ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๗๑๙, ๔๐๗๒๐ และ ๔๐๗๒๑ ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน โดยมีจำเลยเป็นผู้อาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ดังกล่าว ต่อมาโจทก์ทั้งสามบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย เพราะขาดประโยชน์จากการที่โจทก์แต่ละคนสามารถนำที่ดินและบ้านออกให้ผู้อื่นเช่า จะได้ค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท และ๒,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ ๒๓๑ ตรอกบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครและที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๔๐๗๑๙, ๔๐๗๒๐ และ ๔๐๗๒๑ ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ และเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยครอบครองเป็นเจ้าของมาเกิน ๑๐ ปีแล้วนอกจากนี้บ้านพิพาทมีสภาพเก่าหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ๕๐๐ บาท ๘๐๐ บาท และ ๔๐๐ บาท ตามลำดับ ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๗๑๙,๔๐๗๒๐ และ ๔๐๗๒๑ ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่จำเลย โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสาคร เอมโอชะ เมื่อนายสาครถึงแก่ความตายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ทั้งสามและนางสายสุนีย์สุวรรณทัต กับนางจำนง สมุทรคีรี ต่อมาวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑นางสายสุนีย์ได้ยกส่วนของตนให้แก่โจทก์ที่ ๒ สำหรับที่ดินส่วนของนางจำนงได้ตกทอดเป็นมรดกแก่นายไพบูลย์ สมุทรคีรี และนายไพบูลย์ยกที่ดินส่วนของตนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสาม ต่อมาเดือนตุลาคม ๒๕๓๓โจทก์ทั้งสามจึงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเป็นที่ดินโฉนดที่ ๔๐๗๑๙, ๔๐๗๒๐และ ๔๐๗๒๑ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ ๒๓๑ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๗๑๙,๔๐๗๒๐ และ ๔๐๗๒๑ ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๓ คนละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือนกับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๒ เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาทสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสาม ๑,๕๐๐ บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๐๗๑๙,๔๐๗๒๐ และ ๔๐๗๒๑ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้ปลูกอยู่ในที่ดินแปลงละ ๑ หลัง มีชื่อโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเจ้าของคนละหนึ่งโฉนดตามลำดับ ส่วนจำเลยเป็นสามีของนางสายสุนีย์ สุวรรณทัต ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมา ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกมีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และการที่โจทก์ทั้งสามรวมฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๗๑๙, ๔๐๗๒๐และ ๔๐๗๒๑ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้คนละหนึ่งหลัง ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์แต่ละคนตามลำดับ จำเลยเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับก็คือ ให้ขับไล่และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง กำหนดไว้ ไม่จำต้องบรรยายว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทมาอย่างใด ตั้งแต่เมื่อใด ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปตั้งแต่เมื่อใด แม้จะถือว่าเป็นวันที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำละเมิด แต่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมา และโจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง ไม่ใช่วันทำละเมิด วันเวลาเช่นว่านั้นจึงเป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ส่วนฎีกาข้อที่ว่าโจทก์แต่ละคนเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างและที่ดินคนละแปลง แต่ร่วมกันฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่นั้น เห็นว่าแม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ จำเลยก็มิได้โต้แย้ง จึงเป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่จะเป็นโจทก์ร่วมกันได้หรือไม่เป็นเพียงวิธีการดำเนินคดีไม่ใช่อำนาจฟ้อง จึงมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลย และค่าเสียหายมีเพียงใด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนต่างมีกรรมสิทธิ์ในบ้าน และที่ดินคนละโฉนดแยกกันเป็นส่วนสัด ซึ่งตามรูปคดีโจทก์แต่ละคนอาจฟ้องตามส่วนของตนได้โดยลำพัง แม้จะฟ้องรวมกันมาเพราะถือว่าเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันแต่ได้แยกทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องเป็นจำนวนเท่าใดมาชัดเจนฟ้องแย้งของจำเลยก็ได้แยกทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจากโจทก์แต่ละคนมาชัดเจนเช่นกัน จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของคดีสำหรับฟ้องและฟ้องแย้งแต่ละรายแยกกัน เมื่อปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องและฟ้องแย้งแต่ละรายไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่งจำเลยฎีกาว่าจำเลยเข้าไปครอบครองอาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทในฐานะสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสายสุนีย์ สุวรรณทัต ไม่ใช่ด้วยความยินยอมของโจทก์ บ้านและที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ และค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนน้อยกว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนด เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาทแทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5710/2538 นางวัฒนา ณ ถลาง กับพวก โจทก์ นายเถกิง สุวรรณทัต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวัฒนา ณ ถลาง กับพวก · จำเลย - นายเถกิง สุวรรณทัต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ผล อนุวัตรนิติการ · สมปอง เสนเนียม · พิมล สมานิตย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล · ศาลอุทธรณ์ - นายทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 4884/2543ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา