คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เอกสารที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แม้จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แต่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้
2. การบรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมว่า "โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น" โดยไม่ได้ระบุความเสียหายที่ชัดเจน ศาลสามารถวินิจฉัยถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ
ย่อคำพิพากษา
สำเนาเอกสารสัญญาจะซื้อขายที่ดินที่โจทก์อ้างเป็นพยานเป็นเอกสารที่จำเลยนำมามอบให้แก่โจทก์ร่วม ศาลรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ แม้เอกสารดังกล่าวจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตามป.รัษฎากร มาตรา 118 ก็ตาม จะใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะคดีแพ่งเท่านั้นไม่รวมถึงคดีอาญาด้วย
โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมว่า โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ป. ส. ช. ล.ผู้อื่น และประชาชน โดยไม่ได้บรรยายว่าจะเกิดความเสียหายอย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมเพราะโจทก์ร่วมอาจจะฟ้องร้องให้ผู้มีชื่อเป็นผู้จะขายที่ดินโอนที่ดินให้โจทก์ร่วมนั้น มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กองคดี- · โจทก์ร่วม - นายโชคดี เดชกำแหง · หรือกรองทอง - นางงามทิพย์ · จำเลย - ทองเจือ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จำลอง สุขศิริ · สุนพ กีรติยุติ · สมบัติ เดียวอิศเรศ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญญา สุดจินดา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา