คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4339/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เช่าช่วงนำที่ดินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงอีกทอดหนึ่ง ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อสัญญาเช่าและคำพิพากษาตามยอม ทำให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดินได้
ย่อคำพิพากษา
แม้สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจะมิได้ระบุโดยแจ้งชัดว่าห้ามจำเลยนำที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงก็ตาม แต่ก็ระบุว่าโจทก์ยอมให้จำเลยในฐานะผู้เช่าเดิมใช้ที่ดินพิพาทต่อไปได้อีกจนถึงวันที่ 1 มีนาคม2539 ซึ่งหมายความว่าให้จำเลยเป็นผู้ใช้และจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในวันที่ 2มีนาคม 2539 แต่จำเลยมิได้ใช้ที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกต่อไปกลับนำไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงใช้ที่ดินพิพาทแทนจำเลย เป็นการประกอบกรรมอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยกระทำการดังกล่าวหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยออกจากที่ดินพิพาทนั้นได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 271
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสมบัติ สังข์ปาน · จำเลย - นางสาวรำไพหรือศุภรำไพ หาญทวีพานิชย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวรรค์ ศักดารักษ์ · อุดม มั่งมีดี · สันติ ทักราล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายพิชัย อภิชาตอำมฤต · ศาลอุทธรณ์ - นายสุริยะ เดชด่าน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา