⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5294/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาให้โจทก์ทำการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปาและท่อระบายน้ำลงบนทางภารจำยอม เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องที่แก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันและมีเหตุสมควรตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีต 4 ต้น ลงในทางภารจำยอมและทำคานข้างบนห้ามรถของโจทก์เข้าออก ทั้งยังปิดป้ายห้ามนำรถบรรทุกเข้าออกห้ามไม่ให้ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา วางท่อระบายน้ำ ฯลฯ และโจทก์ได้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจน ห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ ไม่ว่าการใช้รถยนต์เข้าออกหรือปักเสาไฟฟ้า ทำท่อระบายน้ำ วางท่อประปาและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในทางภารจำยอม การที่โจทก์ฟ้องและขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทำการปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปาและท่อระบายน้ำ ลงบนทางภารจำยอม จึงเป็นเรื่องเดียวกันและมีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และมาตรา 255(1)และ (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.255

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วที่สร้างรุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์ รื้อถอนเสาคอนกรีต 4 ต้น และสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอม ให้ที่ดินของโจทก์และทางภารจำยอมตกอยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมไม่ว่าด้วยกรณีการใช้รถยนต์เข้าออกหรือปักเสาไฟฟ้าทำท่อระบายน้ำ วางท่อประปา และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในทางภารจำยอม ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ในอัตราวันละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนสิ่งกีดขวางทางภารจำยอมและรื้อรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์และยื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางภารจำยอม และให้โจทก์ทำการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปาและท่อระบายน้ำเท่าที่จำเป็นผ่านทางภารจำยอมไปยังที่ดินของโจทก์ เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิทางภารจำยอมซึ่งได้จดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดินตามสัญญาข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ให้การรับว่ามีการจดทะเบียนทางภารจำยอม แต่อ้างว่าเจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนาให้ใช้เป็นทางเดินเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้ที่ดินสามยทรัพย์มีสิทธิใช้รถยนต์ผ่านทางภารจำยอม และมีสิทธิทำสาธารณูปโภคบนทางภารจำยอมแต่อย่างใด เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 เป็นเอกสารปลอมและเท็จที่ทำขึ้นโดยผู้ไม่มีอำนาจและไม่มีอยู่จริงโจทก์จะกล่าวอ้างให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ต้องผูกพันตามพันธะในเอกสารดังกล่าวไม่ได้ โจทก์มิได้ใช้ทางภารจำยอมเกิน 10 ปี ภารจำยอมสิ้นสิทธิไปแล้วการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อบังคับนำรถยนต์ รถยนต์บรรทุกวิ่งบนทางภารจำยอมและทำสาธารณูปโภคลงบนทางภารจำยอมไม่มีอำนาจกระทำได้เพราะเป็นการเพิ่มภาระแก่ภารจำยอมที่ได้จดทะเบียนนั้น ซึ่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เดินเผชิญสืบตรวจสถานที่แล้ว เห็นว่า คำขอของโจทก์มีเหตุสมควร และกรณีมีเหตุฉุกเฉิน โดยปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ซึ่งจะทำการก่อสร้างอยู่ด้านหลังสุด เป็นที่ดินว่างเปล่าไม่มีทางเข้าออกอื่นได้นอกจากทางพิพาทซึ่งเป็นทางภารจำยอมเพียงทางเดียว ทั้งยังไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือทางระบายน้ำ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2538 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิการใช้ทางภารจำยอมตามที่ได้จดทะเบียนเรื่องทางเดินขอบังคับจำเลยทั้งสองมิให้ขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ แต่ปรากฏในคำขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของโจทก์ โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทำการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปาและท่อระบายน้ำลงบนทางภารจำยอม คำฟ้องและคำขอนั้นจึงเป็นคนละเรื่องกัน ไม่มีเหตุและไม่อยู่ในโอกาสอันสมควรที่จะยื่นคำขอได้ ชอบที่ศาลจะยกคำขอนั้น เห็นว่าจำเลยทั้งสองฎีกาไม่ตรงข้อเท็จจริง เพราะตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีต 4 ต้น ลงในทางภารจำยอมและทำคานข้างบนห้ามรถของโจทก์เข้าออก ทั้งยังปิดป้ายห้ามนำรถบรรทุกเข้าออก ห้ามไม่ให้ปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปาวางท่อระบายน้ำ ฯลฯ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 จำเลยทั้งสองก็ไม่ให้การปฏิเสธและโจทก์ได้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจนห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ไม่ว่าการใช้รถยนต์เข้าออกหรือปักเสาไฟฟ้า ทำท่อระบายน้ำ วางท่อประปาและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในทางภารจำยอม ฉะนั้น โจทก์ฟ้องและขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกัน และมีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และมาตรา 255(1)และ (2) ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2540 นายพจน์ ชนศิลปวิทย์ โจทก์ นายอุดม ประชากริช กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพจน์ ชนศิลปวิทย์ · จำเลย - นายอุดม ประชากริช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริม บุญทรงสันติกุล · อุระ หวังอ้อมกลาง · สิงหะ สัตยธรรม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 9028/2542ฎีกา 2387/2525ฎีกา 3801/2536ฎีกา 6027/2534ฎีกา 952/2539ฎีกา 920/2524ฎีกา 1109/2510ฎีกา 2381/2530ฎีกา 483/2519ฎีกา 1068/2522ฎีกา 2177/2543ฎีกา 8200/2567ฎีกา 247/2525ฎีกา 970/2519ฎีกา 1343/2538ฎีกา 2929/2517ฎีกา 2724/2541ฎีกา 1634/2526ฎีกา 6619/2545ฎีกา 558/2528ฎีกา 3883-3884/2559ฎีกา 176/2494ฎีกา 1001/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ