⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 816/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 816/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลการปรับปรุงที่ดินแทนเจ้าของ โดยมีข้อตกลงให้ทำประโยชน์ในที่ดินได้ภายหลัง แต่หากไม่มีการมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้ดูแล และผู้ดูแลได้ขุดเอาดินในที่ดินของเจ้าของไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลการปรับที่ดินแทนแม้ผู้เสียหายสัญญาว่าเมื่อปรับพื้นที่เรียกร้อยแล้วจะยอมให้จำเลยที่ 1 ทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลา 3 ปีก็ตาม แต่ระหว่างปรับที่ดินของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะผู้ดูแลการปรับพื้นที่แทนผู้เสียหายเท่านั้น หาใช่ผู้เสียหายมอบการครอบครองที่ดินที่จะปรับให้จำเลยที่ 1 ครอบครองไม่เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขุดบ่อหรือสระโดยยกดินที่ขุดได้ให้ผู้ขุดเป็นการตอบแทน การที่จำเลยที่ 1 จัดการให้จำเลยที่ 2ขุดเอาดินในที่ดินของผู้เสียหายไปจึงเป็นการเอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.334

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้รถแมคโครขุดลักดินจากที่ดินของนายสุโพธิ์ พลกระจาย ผู้เสียหาย เป็นบริเวณเนื้อที่ 3 ไร่ คิดเป็นราคาเนื้อดินที่จำเลยทั้งสองกับพวกลักไป120,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทรัพย์หรือใช้ราคาเป็นเงิน120,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) จำคุก 1 ปี และให้จำเลยที่ 1คืนหรือใช้ราคาดินเป็นเงิน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายสุโพธิ์ พลกระจาย ผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่บ้านโนนหอม ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น และมีที่ดินอยู่ที่หมู่บ้านหนองไม้แก่น หมู่ที่ 2 ตำบลเจาทองกิ่งอำเภอภักดีชุมพลจังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 นำรถไถแมคโครมาขุดดินในที่ดินดังกล่าวจนมีลักษณะเป็นบ่อ จำนวน 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ3 ไร่ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย ป.จ.6คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายหรือคนของผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 มาขุดดินไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปรับพื้นที่ตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปเองโดยพลการและได้ความจากร้อยตำรวจโทชุมพล คร้ามบุญลือพนักงานสอบสวน ประกอบกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.6 ว่า สระแรกกว้างประมาณ 18 เมตรยางประมาณ 80 เมตร ลึกประมาณ 5 เมตร สระที่สองกว้างประมาณ19 เมตร ยาวประมาณ 55 เมตร ลึกประมาณ 5 เมตร ลักษณะเป็นการใช้รถแมคโครขุดและดินที่ขุดจากสระทั้งสองดังกล่าวไม่ปรากฏว่ากองอยู่ที่ขอบสระหรือบริเวณใกล้เคียง ส่วนรอบบริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นที่โล่งเตียนและเป็นทุ่งนาของผู้เสียหาย สภาพที่ดินตามคำเบิกความของพนักงานสอบสวนจึงมิใช่การปรับที่ดินตามที่ผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดูแลแทนตามเอกสารหมาย ป.จ.2และจำเลยที่ 1 อ้างว่า ผู้เสียหายสัญญาว่าเมื่อปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้วจะยอมให้จำเลยที่ 1 ทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลา 3 ปีดังนั้นระหว่างปรับที่ดินของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะผู้ดูแลการปรับพื้นที่แทนผู้เสียหายเท่านั้น หาใช่ผู้เสียหายมอบการครอบครองที่ดินที่จะปรับให้จำเลยที่ 1 ครอบครองไม่ เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขุดบ่อหรือสระโดยยกที่ดินที่ขุดให้ผู้ขุดเป็นการตอบแทนดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การที่จำเลยที่ 1จัดการให้จำเลยที่ 2 ขุดเอาดินในที่ดินของผู้เสียหายไป และได้ความจากผู้เสียหายว่าหลังจากตอบจดหมายของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ป.จ.2 แล้วประมาณ 10 วัน นางมอดซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านกุดไม้แก่น (ที่ถูกหนองไม้แก่น) ได้มาบอกผู้เสียหายว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกรดที่ตามที่ตกลงแต่กลับขุดดินไปขายเมื่อผู้เสียหายมาสอบถามจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าได้ขุดดินไปขายจริง ผู้เสียหายจึงเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 120,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งผู้เสียหายจะต้องดำเนินคดีภายใน3 เดือน ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 816/2540 พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ภูเขียว โจทก์ นาย ดาบตำรวจ ทอง พูน วรรณารักษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ภูเขียว · จำเลย - นาย ดาบตำรวจ ทอง พูน วรรณารักษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จุมพล ณ สงขลา · สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 709/2482ฎีกา 5616/2550ฎีกา 1147/2546ฎีกา 753/2481ฎีกา 3774/2532ฎีกา 1093/2507ฎีกา 3650/2527ฎีกา 5869/2549ฎีกา 1567/2535ฎีกา 8177/2543ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1311/2540ฎีกา 3245/2545ฎีกา 18654/2555ฎีกา 82/2501ฎีกา 337/2535ฎีกา 3121/2552ฎีกา 14258/2555ฎีกา 2845/2543ฎีกา 1715/2534ฎีกา 7008/2541ฎีกา 5090/2565ฎีกา 3613/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา