⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1800/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1800/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บิดามารดาอนุญาตให้ผู้เยาว์ไปส่งพี่สาวที่สถานีขนส่ง ไม่ถือเป็นการละเลยหรือหมดความห่วงใยในตัวผู้เยาว์ การพาผู้เยาว์ไปจากบิดามารดาในกรณีนี้จึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปทำงานพักอยู่ที่บ้านนาง น.ที่กรุงเทพมหานครต่อมาผู้เสียหายเดินทางกลับบ้านบิดามารดาที่จังหวัดตราดเพื่อเที่ยวสงกรานต์ระหว่างนั้นบิดามารดาผู้เสียหายได้อนุญาตให้ผู้เสียหายไปส่งพี่สาวที่สถานีขนส่งจังหวัดตราดแล้วจำเลยพาผู้เสียหายไป ดังนี้ถือว่าระหว่างที่ผู้เสียหายทำงานพักอยู่บ้านนาง น.ที่กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายย่อมอยู่ในความคุ้มครองของนางน. เมื่อผู้เสียหายเดินทางมาบ้านบิดามารดาที่จังหวัดตราด ผู้เสียหายย่อมอยู่ในความปกครองของบิดามารดาการที่บิดามารดาอนุญาตให้ผู้เสียหายไปส่งพี่สาวที่สถานีขนส่งจังหวัดตราดนั้นไม่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายพ้นจากความปกครองของบิดามารดาเมื่อจำเลยพาผู้เสียหายไปจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปจากบิดามารดา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 บัญญัติขึ้นโดย ตระหนักว่าผู้เยาว์อายุไม่เกิน 18 ปี ยังขาดความสำนึก ต่อเล่ห์กลของทุจริตชนอาจถูกชักจูงให้หลงเชื่อโดยง่าย สภาพที่บิดามารดาของผู้เสียหายพยายามติดตามเรื่องบุตรหายไปแสดงว่าผู้เสียหายมิได้มีความประพฤติสำส่อนจนบิดามารดาหมดความห่วงใย การที่จำเลยทั้งสองพรากผู้เสียหายไปได้ก่อความทุกข์ใจใหญ่หลวงแก่บิดามารดาผู้เสียหายพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีเหตุผลที่จะรอการลงโทษให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.319

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 276 วรรคสอง,310, 318, 318 วรรคสาม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก,83 จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้ 2 ปี คุมความประพฤติโดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อจ่าศาลทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษไม่คุมความประพฤติและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธน่าสงสัยและรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่จำเลยทั้งสองพานางสาวก. ผู้เสียหายไปหลังจากเลิกเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันแล้วเป็นการพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดาอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ผู้เสียหายไม่ได้พักอยู่กับบิดามารดา แต่ไปทำมาหากินอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ที่บ้านของนางนงลักษณ์ รู้ตระกูล ผู้เสียหายกลับมาเที่ยวสงกรานต์ที่บ้านจังหวัดตราด ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายจึงไม่ได้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา นอกจากนี้ในวันเกิดเหตุบิดามารดาได้อนุญาตให้ผู้เสียหายไปส่งพี่สาวที่สถานีขนส่งจังหวัดตราดเพื่อขึ้นรถกลับกรุงเทพมหานครหลังจากนั้นผู้เสียหายไปเล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อนแล้วจึงพบและขึ้นรถจำเลยทั้งสองไปเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกัน ขณะผู้เสียหายพบจำเลยทั้งสองผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาเพราะผู้เสียหายได้รับอนุญาตจากบิดามารดาให้ไปส่งพี่สาวและไปเที่ยวเล่นสงกรานต์ปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองจึงยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225เห็นว่า การพรากผู้เยาว์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก คือ การพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ระหว่างที่ผู้เสียหายทำงานพักอยู่บ้านนางนงลักษณ์ที่กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายย่อมอยู่ในความคุ้มครองของนางนงลักษณ์เมื่อผู้เสียหายเดินทางมาบ้านบิดามารดาที่จังหวัดตราดผู้เสียหายย่อมอยู่ในความปกครองของบิดามารดาและการที่บิดามารดาอนุญาตให้ผู้เสียหายไปส่งพี่สาวที่สถานีขนส่งจังหวัดตราดนั้นไม่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายพ้นจากความปกครองของบิดามารดาการที่จำเลยทั้งสองพาผู้เสียหายไปจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปจากบิดามารดา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 บัญญัติขึ้นโดยตระหนักว่าผู้เยาว์อายุไม่เกิน 18 ปี ยังขาดความสำนึกต่อเล่ห์กลของทุจริตชนอาจถูกชักจูงให้หลงเชื่อโดยง่าย สภาพที่บิดามารดาของผู้เสียหายพยายามติดตามเรื่องบุตรหายไป แสดงว่าผู้เสียหายมิได้มีความประพฤติสำส่อนจนบิดามารดาหมดความห่วงใย การที่จำเลยทั้งสองพรากผู้เสียหายไปได้ก่อความทุกข์ใจใหญ่หลวงแก่บิดามารดาผู้เสียหายพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีเหตุผลที่จะรอการลงโทษฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1800/2541 พนักงานอัยการ จังหวัด ตราด โจทก์ นาย สามารถ อนามพงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ตราด · จำเลย - นาย สามารถ อนามพงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คงศักดิ์ วัชรคงศักดิ์ · สันติ ทักราล · สิงหะ สัตยธรรม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 17225/2557ฎีกา 1891/2500ฎีกา 7074/2541ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 2724/2550ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 412/2540ฎีกา 119/2517ฎีกา 370/2542ฎีกา 270/2468ฎีกา 70/2489ฎีกา 187/2530ฎีกา 1049/2539ฎีกา 170/2539ฎีกา 6318/2534ฎีกา 1935/2541ฎีกา 34/2491ฎีกา 4380/2542ฎีกา 4042/2547ฎีกา 5509/2549ฎีกา 3576/2536ฎีกา 1594/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ