⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6264/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6264/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินที่ได้มาตามกฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ แม้จะมีเงื่อนไขห้ามโอน ก็ยังสามารถโอนการครอบครองให้แก่บุคคลอื่นได้ และผู้รับโอนที่ครอบครองที่ดินนั้นโดยสุจริต ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองได้

ย่อคำพิพากษา

แม้การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จะตกอยู่ในบังคับตามเงื่อนไขห้ามโอนตาม พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครอบชีพ พ.ศ. 2511 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้โอนขายโดยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท ให้โจทก์ที่ 1 ก่อนจำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตจาก อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ให้ทำกินถึง 3 ปี โจทก์ทั้งสอง ซึ่งได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนตามความเป็นจริง นับแต่ซื้อตลอดมาย่อมมีสิทธิขอให้ปลดเปลื้องการรบกวน การครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 ได้เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกทำละเมิดเป็นเหตุให้ต้นข้าวที่โจทก์ทั้งสองร่วมกันปลูกไว้ในที่ดินพิพาทต้องเสียหายนับได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกรบกวนสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1374 พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม.12 พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม.15

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 2เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า 1 แปลง จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โดยใช้รถไถนาไถทำลายต้นข้าวที่โจทก์ทั้งสองปลูกไว้เป็นเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 53,260 บาทแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของรัฐที่จัดสรรให้แก่ประชาชนและอยู่ในอำนาจปกครองของนิคมสร้างตนเองตากฟ้า ที่อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์อนุญาตให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมเป็นผู้เข้าทำประโยชน์ จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา โจทก์ทั้งสองบุกรุกไถนาของจำเลยที่ 1 เสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 42,000 บาท โจทก์ทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองตากฟ้าจริง แต่ไม่สามารถจัดสรรได้เนื่องจากมีราษฎรเข้าทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้วจึงให้ราษฎรครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาและสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนมือกันได้ ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนางสมศรี พรมมล ต่อมา นางสมศรีขายให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมา ปี 2536 โจทก์ที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้วโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์จนถึงปัจจุบัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,500 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 คดีได้ความว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองตากฟ้า โจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ทั้งสองร่วมกันครอบครองปลูกข้าวในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดเป็นเหตุให้ต้นข้าวที่โจทก์ทั้งสองร่วมกันปลูกไว้ต้องเสียหาย ปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเดิมจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 (ที่ถูกเป็นโจทก์ที่ 1) แล้วจำเลยที่ 1 เช่าทำนาต่อมานั้น สัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมาย และไม่อาจถือว่าผู้ครอบครองอยู่มีสิทธิดีกว่าดังเช่นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 เพราะที่ดินพิพาทตกอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 12 และ 15 ดังนั้น ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ทั้งสองครอบครองอยู่ ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 จนกว่าจะมีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือซึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับต้องฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนภายใน 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1จะตกอยู่ในบังคับตามเงื่อนไขห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1ก็ได้โอนขายโดยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1ตั้งแต่ปี 2529 ก่อนจำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ให้ทำกินถึง 3 ปี โจทก์ทั้งสองซึ่งได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนตามความเป็นจริงนับแต่ซื้อตลอดมาย่อมมีสิทธิขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกทำละเมิดเป็นเหตุให้ต้นข้าวที่โจทก์ทั้งสองร่วมกันปลูกไว้ในที่ดินพิพาทต้องเสียหาย นับได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกรบกวนสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามานั้นชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่ตรงกับรูปเรื่องในคดีนี้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6264/2541 นาง สุพิศ สุนทราจารย์ กับพวก โจทก์ นาง ศิริ ใย สอด หรือ เทียน บุญ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สุพิศ สุนทราจารย์ กับพวก · จำเลย - นาง ศิริ ใย สอด หรือ เทียน บุญ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัตร์ สุขเกษม · จรัญ หัตถกรรม · อรุณ น้าประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 264/2547ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ