⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3345/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3345/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ให้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญาเช่าที่ทำขึ้นย่อมผูกพันคู่สัญญาโดยสมบูรณ์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้อง กับให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 50,000 บาท แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าอาจนำห้องพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ10,500 บาท ต่อห้องแต่โจทก์ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากจำเลยเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้อง ซึ่งหมายถึงห้องพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท หรือมากกว่านี้ต่อห้องก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท ต่อห้อง โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาข้อเท็จจริงจึงยุติว่าห้องพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้อง กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง ผู้ให้เช่าไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าเพราะวัตถุประสงค์ของสัญญาเช่ามีเพียงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า เมื่อจำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทจากโจทก์สัญญาเช่าย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในคำฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทหรือได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวสองห้อง และส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับตึกแถวสองห้องกับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวนเงิน 50,000 บาทและอัตราเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้อง นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะย้ายออกจากตึกแถวและส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์เป็นโมฆะค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินไป และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทห้องเลขที่ 182/7 และ 182/8 ถนนจรัญสนิทวงแขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท ต่อห้องนับแต่วันที่ครบกำหนดตามสัญญาเช่าแต่ละฉบับ (วันที่ 30 มิถุนายน และวันที่31 กรกฎาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากตึกพิพาทและส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้องกับให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าอาจนำห้องพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 10,500 บาท ต่อห้อง แต่โจทก์ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากจำเลยเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้องซึ่งหมายถึงห้องพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท หรือมากกว่านี้ต่อห้องก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทต่อห้อง โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาข้อเท็จจริงจึงยุติว่าห้องพิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้อง กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาททั้งสองฉบับโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งสัญญาเช่า และศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์สูงเกินไป เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกพิพาททั้ง 2 ห้อง หรือไม่เห็นว่า การให้เช่าผู้ให้เช่าไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า เพราะวัตถุประสงค์ของสัญญาเช่ามีเพียงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า เมื่อจำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทจากโจทก์สัญญาเช่าย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายมาในคำฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทหรือได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง คำฟ้องของโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้น คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3345/2542 นาง อนุ สสร นิติ สาร โจทก์ นาย ฮุ่ย แซ่กี้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง อนุ สสร นิติ สาร · จำเลย - นาย ฮุ่ย แซ่กี้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กนก พรรณรักษา · ชวเลิศ โสภณวัต · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 142/2492ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2812/2539ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2186/2550ฎีกา 6105/2531ฎีกา 891/2510ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ