⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7218/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7218/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลภายนอกมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ซื้อขายกัน เป็นการรอนสิทธิของผู้ซื้อตามมาตรา 475 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และผู้ขายต้องรับผิดคืนเงินค่าทรัพย์สินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ซื้อ เว้นแต่ผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขาย หรือสิทธิของผู้ซื้อได้สูญไปโดยความผิดของผู้ซื้อเอง การที่ผู้ซื้อยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องเพราะถูกข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญา ไม่ถือเป็นการยอมโดยสมัครใจ และความรับผิดของผู้ขายยังคงอยู่ภายในอายุความทั่วไป 10 ปี ตามมาตรา 193/30 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย และชำระค่าที่ดินให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ เข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่วันทำสัญญา แต่ที่ดินพิพาทเป็นของ ผ. และ ผ. ได้แจ้งความกล่าวหาว่าคนงานของโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาท ดังนี้เป็นกรณีที่ ผ. มาก่อการรบกวนสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ซื้อในอันจะครองที่ดินพิพาทเป็นปกติสุข เพราะ ผ. มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาทอยู่ในเวลาที่โจทก์ซื้อจากจำเลย จึงเป็นการรอนสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 475 เมื่อโจทก์มิได้รู้ในเวลาซื้อขายว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ผ. และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิทธิของโจทก์ได้สูญไปโดยความผิดของโจทก์เอง จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินค่าที่ดินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หลังจากที่โจทก์ถูก ผ. อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ผ. และถูกแจ้งความดำเนินคดี โจทก์ยอมตามที่ ผ. เรียกร้อง โดยจะไม่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีก แต่เมื่อการที่โจทก์ยินยอมตามที่ ผ. เรียกร้องเพราะคนงานของโจทก์ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาและมีโทษถึงจำคุกได้ การยอมของโจทก์ดังกล่าวจึงมิได้เกิดขึ้นโดยความสมัครใจ และไม่เป็นการยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง ความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ขายจึงไม่อยู่ภายในบังคับอายุความ 3 เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 481 และมิใช่กรณีโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ แต่อยู่ภายในบังคับอายุความทั่วไป ตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนด 10 ปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.419 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.475 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.481

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๒๙,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๙๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๙๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยราคา ๔๙๔,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระค่าที่ดินให้จำเลยครบถ้วนแล้ว และจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญา มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินตามฟ้องให้โจทก์เพราะมีบุคคลภายนอกรอนสิทธิในที่ดินหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และนายบุญธรรม เลิศไกร พยานโจทก์เบิกความตรงกันว่า หลังจากโจทก์ซื้อ ที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ จากจำเลยแล้ว โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยนำ รถแทรกเตอร์เข้าไปไถที่ดินพิพาทแต่นายบุญเลิศ ลิ่มตั้ง ญาติของนางเผอิญพบ ลิ่มตั้ง ไปแจ้งความกล่าวหาว่าคนงานของโจทก์ที่นำรถแทรกเตอร์ไปไถบุกรุกที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของนางเผอิญพบ โจทก์จึงไปตรวจพบหลักฐานที่เป็นเอกสารแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของนางเผอิญพบจริง จำเลยนำสืบเพียงว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสมมิตร น้อยลาภ แต่ปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่าจำเลยซื้อมาเพียงประมาณ ๒ ไร่ เท่านั้น ข้ออ้างของนางเผอิญพบที่อ้างต่อโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นความจริงและถือได้ว่านางเผอิญพบมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ซื้อในอันจะครองที่ดินพิพาทเป็นปกติสุข เพราะนางเผอิญพบมีกรรมสิทธิเหนือที่ดินพิพาทอยู่ในเวลาที่โจทก์ซื้อจากจำเลยจึงเป็นการรอนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๕ และโจทก์มิได้รู้ในเวลาซื้อขายว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินนางเผอิญพบ ทั้งจำเลยในฐานะผู้ขายพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิทธิของโจทก์ได้สูญไปโดยความผิดของโจทก์เอง จำเลยจึงต้องรับผิดเงินค่า ที่ดินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๘ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขากอายุความหรือไม่ต่อไป และเห็นว่า แม้นายบุญธรรม เลิศไกร พยานโจทก์จะเบิกความว่า เมื่อทนายความของนางเผอิญพบแจ้งว่าที่ดินพิพาททับที่ดินมีโฉนดของนางเผอิญพบ และได้แจ้งความกล่าวหาว่าพยานกับพวกบุกรุกที่ดินพิพาท จึงได้ตกลงกันโดยให้โจทก์รื้อถอนและไม่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แล้วนางเผอิญพบจะไม่เอาเรื่องกรณีบุกรุก และโจทก์รับในฎีกาว่า ภายหลังที่โจทก์ถูกแจ้งความดำเนินคดี และตัวแทนของโจทก์ตกลงกับนางเผอิญพบว่าจะไม่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีก หลังจากนั้นโจทก์ไม่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีกเลย แต่เหตุที่โจทก์ยอมตามที่นางเผอิญพบเรียกร้องเพราะคนงานตัวแทนของโจทก์ถูก นางเผอิญพบแจ้งความกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินพิพาท และถ้าโจทก์ไม่ยอมตามที่นางเผอิญพบเรียกร้อง คนงานของโจทก์จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาและมีโทษถึงจำคุกได้ การยอมของโจทก์ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นโดยความสมัครใจ และไม่เป็นการยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง ความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ขายจึงไม่อยู่ภายในบังคับอายุความทั่วไปตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ ซึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7218/2542 นางสาลิณี บริสุทธิญาณี โจทก์ นายสาคร จันทร์แย้ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาลิณี บริสุทธิญาณี · จำเลย - นายสาคร จันทร์แย้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล คุปต์กาญจนากุล · พิชัย เตโชพิทยากูล · ปัญญา ถนอมรอด
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระนอง - นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9150/2539ฎีกา 2292/2515ฎีกา 823/2548ฎีกา 4797/2541ฎีกา 3362/2537ฎีกา 1430-1432/2510ฎีกา 8329/2543ฎีกา 769/2502ฎีกา 7839/2538ฎีกา 4657/2552ฎีกา 3983/2553ฎีกา 5442-5468/2548ฎีกา 317/2491ฎีกา 4065/2534ฎีกา 346/2521ฎีกา 7588/2538ฎีกา 265/2521ฎีกา 341/2491ฎีกา 2041/2542ฎีกา 4934/2536ฎีกา 18624/2555ฎีกา 2053/2538ฎีกา 10669/2553ฎีกา 1164/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา