⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 97/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่าที่ดินที่ถูกรอนสิทธิโดยบุคคลภายนอก ต้องฟ้องร้องบังคับผู้ให้เช่าให้ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ตนเองก่อน จึงจะมีอำนาจฟ้องบุคคลภายนอกที่รบกวนสิทธิของผู้เช่าได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เช่าที่ดินจากกรมการศาสนาโดยมีบ้านพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยปลูกรุกล้ำอยู่ แม้โจทก์จะมีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านพิพาทด้วยความยินยอมของจำเลย แต่โจทก์มิได้เข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในบ้านพิพาทหรือที่ดินส่วนที่บ้านพิพาทปลูกรุกล้ำแต่อย่างใด การที่โจทก์เสียค่าเช่าที่ดินเต็มตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เช่าแก่กรมการศาสนา หาได้หมายความว่ากรมการศาสนาผู้ให้เช่าได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนที่บ้านพิพาทปลูกรุกล้ำอยู่นั้นให้แก่โจทก์แล้วไม่ ที่โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเต็มเนื้อที่ที่เช่ามาจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าถูกรอนสิทธิในทรัพย์ที่เช่า ชอบที่จะฟ้องร้องบังคับผู้ให้เช่าให้ส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้โจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านพิพาทส่วนที่รุกล้ำถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.475 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.549

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินของสำนักศาสนสมบัติ กรมการศาสนาบริเวณหลังวัดเศวตฉัตร เพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยตลอดมาจนปัจจุบัน จำเลยได้เช่าที่ดินติดต่อกับที่เช่าของโจทก์ทางทิศตะวันออกซึ่งมีบ้านเลขที่ 1624 ที่จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองปลูกอยู่ แต่อาคารโรงเรือนได้สร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตที่เช่าของโจทก์กว้างประมาณ 3.50 เมตร และยาวประมาณ 5 เมตรทั้งนี้โจทก์คงอยู่ร่วมกับจำเลยในบ้านนี้ตลอดมา ต่อมาโจทก์ไม่อาจอยู่ร่วมกับจำเลยได้ จึงย้ายไปปลูกเพิงพักในเขตที่เช่าของโจทก์แต่ได้รับความเดือดร้อนจึงบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย หากปลูกสร้างโรงเรือนทำการค้าในที่พิพาทจะมีรายได้ซึ่งโจทก์ขอคิดวันละ 100 บาทขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายอาคาร สิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกรุกล้ำเข้ามาในเขตที่เช่าของโจทก์กว้างประมาณ 3.50 เมตร ยาวประมาณ5 เมตร และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายออกไป จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองบ้านเลขที่ 1624 ซึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่เช่าของโจทก์ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาเช่า จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ถูกรอนสิทธิเพราะผู้ให้เช่าไม่สามารถส่งมอบทรัพย์ที่เช่าให้โจทก์ได้ จำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิจำนวน 3.07 เมตร ตามเอกสารหมาย ล.3 โดยให้จำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์วันละ 50 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งรุกล้ำที่ดินของโจทก์ออกไปให้เรียบร้อย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังยุติว่าโจทก์จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมบิดาโจทก์จำเลยเช่าที่ดินจากกรมการศาสนาแล้วปลูกบ้านเลขที่ 1624 ซึ่งเป็นบ้านพิพาทมานานประมาณ 50 ปีแล้ว โดยโจทก์จำเลยอยู่กับบิดามารดาในบ้านนี้ เมื่อปี 2520 บิดาตายโจทก์จำเลยจึงไปขอแบ่งเช่าที่ดินที่ตั้งบ้านพิพาทจากกรมการศาสนา เนื้อที่คนละ 9 ตารางวา โดยกรมการศาสนาทำสัญญาเช่าให้จำเลยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2521และทำสัญญาเช่าให้โจทก์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2521 ปรากฏว่าบ้านพิพาทบางส่วนล้ำเข้าไปในเขตที่ดินที่โจทก์เช่ามาตามแผนที่เอกสารหมาย ล.3 ประเด็นที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบว่าเมื่อบิดาตายแล้ว โจทก์ออกจากบ้านพิพาทไปไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องอีก จำเลยไปแจ้งเป็นเจ้าของบ้านพิพาทตามเอกสารหมาย ล.4 และอยู่ในบ้านพิพาทตลอดมาจนปัจจุบันตามฟ้องและที่โจทก์นำสืบก็รับว่า โจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมบ้านกับจำเลยได้เพราะทะเลาะกันอยู่เรื่อยต้องไปอาศัยพี่น้องอยู่ที่บ้านหลังอื่นเป็นเวลาปีเศษ จึงกลับมาปลูกบ้านอยู่ติดกับบ้านพิพาทในเขตที่เช่าซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 1 เมตร 90 กว่าเซนติเมตรความยาวประมาณ 7 เมตร โดยจำเลยอยู่ตรงนี้มาประมาณ 8 ปีแล้วแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องโจทก์มิได้ครอบครองบ้านพิพาทหรือครอบครองที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านพิพาทแต่ประการใด แม้โจทก์จะมีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านพิพาทตามบันทึกของจำเลยที่ให้ไว้ต่อนายบุญจันทร์ ชวดไชยเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2525 ก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงและตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ก็มิได้เข้าไปครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในบ้านพิพาทหรือในที่ดินส่วนที่บ้านพิพาทปลูกรุกล้ำเขตที่ดินที่โจทก์เช่ามา ที่โจทก์เสียค่าเช่าที่ดินเต็มตามจำนวนเนื้อที่ดินที่เช่าแก่กรมการศาสนา หาได้หมายความว่ากรมการศาสนาผู้ให้เช่าได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนที่บ้านพิพาทปลูกรุกล้ำอยู่นั้นให้แก่โจทก์แล้วไม่ ที่โจทก์ได้รับความเสียหายก็เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้ที่ดินเต็มเนื้อที่ที่เช่ามา จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าถูกรอนสิทธิในทรัพย์ที่เช่า ชอบที่โจทก์จะฟ้องร้องบังคับให้กรมการศาสนาผู้ให้เช่าส่งมอบที่ดินส่วนที่บ้านพิพาทปลูกรุกล้ำอยู่นั้นให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549การที่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านพิพาทส่วนที่รุกล้ำให้โจทก์ ถือไม่ได้ว่าโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 เทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ 2902/2528 ระหว่างนายบุญเลิศ เลี่ยมละออ โจทก์ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ร่วมนายเฉลิม เลี่ยมละออ จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีไม่จำเป็นต้องพิจารณาฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2534 นางสาว จรัส อัศว สุวรรณ โจทก์ นางสาว เจริญ ศรี อัศว สุวรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว จรัส อัศว สุวรรณ · จำเลย - นางสาว เจริญ ศรี อัศว สุวรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส อุดมวรชาติ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา