⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 471/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าหลักสิ้นสุดลง สัญญาเช่าช่วงที่อ้างสิทธิตามสัญญาเช่าหลักย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้ อ. เช่าที่พิพาท โดย อ. มีสิทธินำไปให้เช่าช่วงได้ อ. นำที่พิพาทไปให้โจทก์เช่าช่วงโดยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าช่วงแต่เมื่อ อ. ประพฤติผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยโดยไม่ชำระค่าเช่า จนจำเลยต้องบอกเลิกสัญญาฟ้องขับไล่ และศาลพิพากษาขับไล่ อ. ออกจากที่พิพาทแล้ว อ. ก็หมดสิทธิครอบครองและให้โจทก์เช่าช่วงที่พิพาทได้ต่อไปเหตุนี้โจทก์จึงจะใช้หนังสือมอบอำนาจของ อ. มาบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนการเช่าที่พิพาทให้โจทก์หาได้ไม่ ไม่ว่าการเช่าช่วงที่โจทก์อ้างจะกระทำกันก่อนหรือหลังที่ศาลพิพากษาให้ขับไล่ อ. ออกไปจากที่พิพาทผลของคดีก็ไม่แตกต่างกัน หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ชอบที่จะไปว่ากล่าวกับ อ.ผู้ให้เช่าช่วงแล้วประพฤติผิดสัญญาดังกล่าวต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.475 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.544 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.545 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.549 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.560

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาให้นายอนันต์ สุดใจชนะ เช่าที่ดินของจำเลยมีกำหนด ๒๐ ปี เพื่อให้นายอนันต์ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน โดยจำเลยยอมให้นายอนันต์นำที่ดินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ ต่อมาจำเลยยินยอมให้นายอนันต์นำตึกแถวมาขายฝากจนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว และนายอนันต์ตกลงให้โจทก์เช่าช่วงที่ดินเฉพาะส่วนที่ตึกแถวดังกล่าวปลูกสร้างอยู่ โดยนายอนันต์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์ติดต่อให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนการเช่าช่วงให้โจทก์จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเฉพาะที่เช่าช่วงไปจดทะเบียนการเช่าช่วงให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นายอนันต์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าหน้าดินและค่าเช่าที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาแก่นายอนันต์โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินได้หลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว นายอนันต์ไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินของจำเลย จำเลยทิ้งฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำที่ดินไปจดทะเบียนการเช่าช่วงให้โจทก์ตามฟ้อง ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และไม่ยกฟ้องแย้งจำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยให้นายอนันต์เช่าที่พิพาทปลูกสร้างอาคารตึกแถว ๗ ห้องมีกำหนด ๒๐ ปี ตกลงค่าเช่ากันเดือนละ ๒๕๐ บาท และค่าหน้าดินอีก ๑๔๐,๐๐๐ บาท ผู้เช่านำที่พิพาทไปให้เช่าช่วงได้เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด ผู้เช่ายอมให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า นายอนันต์ผู้เช่าได้ปลูกสร้างตึกแถวขึ้น ๒ ห้อง แล้วนำไปขายฝากไว้แก่โจทก์โดยความยินยอมของจำเลย เมื่อสัญญาขายฝากครบกำหนด นายอนันต์ไม่ไถ่ถอนตึกแถว ๒ ห้องดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ต่อมานายอนันต์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าและค่าหน้าดินให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยได้ฟ้องขับไล่และศาลได้พิพากษาให้นายอนันต์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปตามคดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๑๘/๒๕๒๘ ของศาลแพ่งธนบุรี คดีถึงที่สุดแล้ว นายอนันต์ตกลงให้โจทก์เช่าช่วงที่พิพาทเฉพาะส่วนที่ปลูกสร้างตึกแถว ๒ ห้องดังกล่าวพร้อมกับมอบอำนาจให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าช่วงตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์แจ้งให้จำเลยนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีข้อวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นายอนันต์ตกลงให้โจทก์เช่าช่วงที่พิพาทแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าที่นายอนันต์ทำไว้กับจำเลยจะให้นายอนันต์มีสิทธินำที่พิพาทไปให้เช่าช่วงได้ และเมื่อนายอนันต์เอาที่พิพาทไปให้โจทก์เช่าช่วงโดยชอบดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่เมื่อนายอนันต์ประพฤติผิดสัญญาเช่าที่ทำกับจำเลยโดยไม่ชำระค่าเช่าจนจำเลยต้องบอกเลิกสัญญา ฟ้องขับไล่และศาลได้พิพากษาขับไล่นายอนันต์ออกไปจากที่พิพาท คดีถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ นายอนันต์ก็หมดสิทธิครอบครองและให้โจทก์เช่าช่วงที่พิพาทได้ต่อไป เหตุนี้โจทก์จึงจะใช้หนังสือมอบอำนาจของนายอนันต์มาบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนการเช่าที่พิพาทตามฟ้องให้โจทก์หาได้ไม่ ไม่ว่าการเช่าช่วงที่โจทก์อ้างจะกระทำกันก่อนหรือหลังที่ศาลพิพากษาให้ขับไล่นายอนันต์ออกไปจากที่พิพาท ผลของคดีก็ไม่แตกต่างกัน หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ชอบที่จะไปว่ากล่าวกับนายอนันต์ผู้ให้โจทก์เช่าช่วงแล้วประพฤติผิดสัญญาดังกล่าวต่อไป พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2533 นางอรวรรณ พิพัฒน์บวรวงศ์ โจทก์ นางมาลี สุมาลานุรักษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอรวรรณ พิพัฒน์บวรวงศ์ · จำเลย - นางมาลี สุมาลานุรักษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นาม ยิ้มแย้ม · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายสันติ ทักราล · ศาลอุทธรณ์ - นายวีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1778/2509ฎีกา 2295/2526ฎีกา 2297/2541ฎีกา 1599/2506ฎีกา 1722/2515ฎีกา 249/2495ฎีกา 1958/2522ฎีกา 4467/2553ฎีกา 608/2491ฎีกา 576/2540ฎีกา 4431/2553ฎีกา 1431/2492ฎีกา 734/2516ฎีกา 767/2518ฎีกา 1523/2535ฎีกา 2505/2524ฎีกา 422/2535ฎีกา 2763/2551ฎีกา 1798/2506ฎีกา 4410/2528ฎีกา 392-393/2488ฎีกา 4193/2530ฎีกา 2241/2521ฎีกา 933/2496
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา