คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9501/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งสำเนาเอกสารตามกฎหมายมุ่งประสงค์ให้คู่กรณีมีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อน หากเอกสารอยู่ในความครอบครองของจำเลย หรือจำเลยเป็นผู้ทำขึ้นเอง ศาลอาจรับฟังเอกสารนั้นได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้จะมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดทางกฎหมายบางประการก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อน เมื่อโจทก์ได้แนบสำเนาเอกสารดังกล่าวมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว
ที่โจทก์ไม่นำเอกสารหมาย จ. 3 และ จ. 4 แผ่นแรก ซึ่งเป็นรายการหนี้มาแสดงต่อศาล เพราะโจทก์ได้อ้างใบเสร็จรับเงินซึ่งสรุปยอดหนี้ในแต่ละเดือนแล้ว ทั้งเอกสารหมาย จ. 8 ก็สามารถทำให้จำเลยเข้าใจถึงยอดหนี้ได้ดี ส่วนเอกสารหมาย จ. 5 ซึ่งเป็นใบวางบิลแสดงยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ เมื่อได้ความตามทางพิจารณาว่า เอกสารดังกล่าวพนักงานโจทก์นำไปมอบให้แก่จำเลยรับไว้แล้ว จึงถือได้ว่าเป็นเอกสารอยู่ในความครอบครองรู้เห็น ของจำเลยเช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ. 8 ที่จำเลยทำขึ้นเพื่อตรวจสอบจำนวนหนังสือพิมพ์ที่ซื้อขายกัน เมื่อเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 8 ต่างเป็นที่มาแห่งข้อพิพาทซึ่งนับว่าเป็นเอกสารสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ แม้โจทก์ จะมิได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ. 5 ให้แก่จำเลยภายในระยะเวลาตามกฎหมายและไม่ได้แนบสำเนามาท้ายคำฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะรับฟังเอกสารหมาย จ. 5 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90
สำหรับเอกสารหมาย จ. 8 แม้จะเป็นเพียงสำเนา มิใช่ต้นฉบับแต่จำเลยก็เป็นผู้ทำขึ้นเอง เมื่อไม่ปรากฏ เหตุสงสัยว่าจะมีข้อความผิดไปจากความจริง การที่โจทก์มิได้อ้างเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานซึ่งฝ่าฝืนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจรับฟังได้ ตามมาตรา 87 (2) แม้จำเลยมิได้รับรองความถูกต้องของเอกสารนั้นก็ตาม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๗๔๙,๓๕๘.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๓๒,๓๖๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๗๐๑,๓๙๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๙ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยลักษณะพยานหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ. ๓ ถึง จ. ๘ มีผลทำให้คดีโจทก์เสียไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๔ จ. ๖ และ จ. ๗ โจทก์มิได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลย เห็นว่าเจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐ มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน เมื่อโจทก์ได้แนบสำเนาเอกสารดังกล่าวมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว แม้โจทก์จะมิได้แสดงความจำนงขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้คู่ความ หรือโจทก์มิได้ขออนุญาตศาลขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้แก่คู่ความก็ตาม ไม่มีผลทำให้คดีโจทก์ต้องเสียไป สำหรับเหตุที่โจทก์ไม่นำเอกสารหมาย จ. ๓ และ จ. ๔ แผ่นแรก ซึ่งเป็นรายการหนี้มาแสดงต่อศาล เพราะโจทก์อ้างใบเสร็จรับเงินซึ่งสรุปยอดหนี้ในแต่ละเดือนอยู่แล้ว ประกอบกับเอกสารหมาย จ. ๘ ก็สามารถทำให้จำเลยเข้าใจถึงยอดหนี้ได้ดี ส่วนเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งเป็นใบวางบิลแสดงยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ เมื่อได้ความตามทางพิจารณาว่า เอกสารดังกล่าวพนักงานโจทก์นำไปมอบให้แก่จำเลยแล้วซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับ จึงถือได้ว่าเป็นเอกสารอยู่ในความครอบครองรู้เห็นของจำเลยเช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ. ๘ ที่จำเลยทำขึ้นเพื่อตรวจสอบจำนวนหนังสือพิมพ์ที่ซื้อขายกัน เมื่อเอกสารหมาย จ. ๕ และ จ. ๘ ทั้งสองฉบับต่างเป็นที่มาแห่งข้อพิพาทซึ่งนับว่าเป็นเอกสารสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ. ๕ ให้แก่จำเลยภายในระยะเวลาตามกฎหมาย และไม่ได้แนบสำเนามาท้ายคำฟ้อง ก็ชอบที่จะรับฟังเอกสารหมาย จ. ๕ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐ เช่นกัน สำหรับเอกสารหมาย จ. ๘ นั้น แม้จะเป็นเพียงสำเนา มิใช่ต้นฉบับ แต่จำเลยก็เป็นผู้ทำขึ้นเอง เมื่อไม่ปรากฏเหตุสงสัยว่าจะมีข้อความผิดไปจากความจริง การที่โจทก์มิได้อ้างไว้ในบัญชีระบุพยาน ซึ่งฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจรับฟังได้ ตามมาตรา ๘๗ (๒) แห่งประมวลกฎหมายเดียวกัน แม้จำเลย มิได้รับรองความถูกต้องของเอกสารนั้น คดีโจทก์ก็ไม่เสียไปเพราะเหตุดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับต่อโจทก์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9501/2542
บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) โจทก์
นายวิบูลย์ ลี้วิบูลย์ศิลป์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายวิบูลย์ ลี้วิบูลย์ศิลป์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวัตร์ สุขเกษม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิบูลย์ มีอาสา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นางมณีรัตน์ พันธุ์โกศล · ศาลอุทธรณ์ - นายอร่าม แย้มสอาด |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา