⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2276/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งที่ระบุว่าคดีอาญาจะเลิกกันต่อเมื่อจำเลยชำระหนี้ครบถ้วนแล้วเท่านั้น ไม่ถือเป็นการยอมความในคดีอาญาที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับสิ้นไปทันที.

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ (มาตรา 7) โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งมีใจความว่า หากจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และให้ถือว่าคดีเป็นอันเลิกกัน ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยว่าประสงค์ให้คดีส่วนอาญาเลิกกันต่อเมื่อจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว หาใช่มีเจตนาให้คดีอาญาเลิกกันทันทีนับแต่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวคงมีผลให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เดิม และได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วยในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือไม่ได้ว่ามีการยอมความในคดีอาญา อันเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับสิ้นไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 39(2) การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีอยู่ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไป โจทก์ย่อมได้สิทธิเรียกร้องใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น และถือว่าหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โจทก์กับจำเลยทั้งสองร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองยอมผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งทำให้มูลหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทระงับไปก่อนคดีถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะคดีแพ่ง โจทก์ยังติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองอยู่ถือไม่ได้ว่ามูลหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือนหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฎีกาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คฉบับพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าคอนกรีตผสมเสร็จที่จำเลยทั้งสองซื้อจากโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากบัญชีของจำเลยปิดแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ด้วย ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 50/2540 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งโดยจำเลยทั้งสองยอมผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ของคดีแพ่งดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งเรื่องนั้นมีใจความสำคัญว่า จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระหนี้จำนวน 180,293 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 176,596 บาท นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 10,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 งวดต่อไปชำระในวันสุดท้ายของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบจำนวน หากจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และให้ถือว่าคดีเป็นอันเลิกกัน ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าประสงค์ให้คดีส่วนอาญาเลิกกันต่อเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนั้นหาใช่มีเจตนาให้คดีอาญาเลิกกันทันทีนับแต่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เข้าใจไม่ สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งคงมีผลให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เดิม และได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วยในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือไม่ได้ว่ามีการยอมความในคดีอาญาอันเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับสิ้นไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) อย่างไรก็ดีการที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งย่อมมีผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีอยู่ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไป โจทก์ย่อมได้สิทธิเรียกร้องใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น และถือว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2656/2542 ระหว่างบริษัทเอ็ม.ซี. คอมเมอร์เชียล จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมงคลไฟฟ้า กับพวก จำเลย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลอุทธรณ์ภาค 2ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2543 บริษัท บีแอลเอ อินดัสทรีส์ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่ พงษ์พิพัฒน์ก่อสร้าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท บีแอลเอ อินดัสทรีส์ จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่ พงษ์พิพัฒน์ก่อสร้าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 1124/2496ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2460/2517ฎีกา 3814/2549ฎีกา 1979/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 1499/2531ฎีกา 7201/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ