คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2705/2543
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ถือเป็นทรัพย์สินตามกฎหมาย และเจ้าหนี้มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้เป็นประกันได้ แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นก็ตาม การหลอกลวงเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปจากเจ้าหนี้ ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ย่อคำพิพากษา
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่จำเลยมอบให้โจทก์เป็นประกันตามสัญญากู้ยืม โจทก์มีสิทธิจะยึดถือไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสียก่อน และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แม้เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว ตามสภาพเป็นวัตถุมีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ จึงเป็นทั้งทรัพย์และทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137,138 ฉะนั้น ถ้าหากจำเลยโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์และการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ได้ เพราะความผิดฐานนี้ ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์แม้จะเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ ใครหลอกลวงให้เขาส่งทรัพย์นั้นก็อาจมีความผิดตามมาตรานี้ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งเป็นเวลา 1 ปีให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร ในกรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ตามฟ้องยังเป็นของจำเลยอยู่ แม้จำเลยจะนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวมอบให้โจทก์เป็นประกันตามสัญญากู้ยืม แล้วต่อมาจำเลยหลอกลวงเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) ไปก็ยังไม่อาจถือว่าจำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ ทั้งการหลอกลวงของจำเลยเพื่อเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไปจากโจทก์ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำให้โจทก์ทำถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่จำเลยมอบให้โจทก์เป็นประกันตามสัญญากู้ยืม โจทก์มีสิทธิที่จะยึดถือไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสียก่อน และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แม้เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว ตามสภาพเป็นวัตถุมีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้จึงเป็นทั้งทรัพย์และทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137, 138 ฉะนั้น ถ้าหากจำเลยโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์และการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ได้เพราะความผิดนี้ไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แม้จะเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ ใครหลอกลวงให้เขาส่งทรัพย์นั้นก็อาจมีความผิดตามมาตรานี้ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ยังไม่ยุติและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2705/2543
นางเพียว แซ่ลี้ โจทก์
นายบุญส่ง ล้อมสาย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเพียว แซ่ลี้ · จำเลย - นายบุญส่ง ล้อมสาย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวลิต ศรีสง่า · วัฒนชัย โชติชูตระกูล · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ