⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7037/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบอกล้างนิติกรรมอันเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉล จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลย เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขายและมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 160 คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องมิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะเป็นประเด็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.160 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.181

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๓๖๖๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิใช่เป็นของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นของผู้ร้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.๑) ของนายเขียว โภคพันธ์ สามีผู้ร้องเมื่อนายเขียวตายจึงตกได้แก่ผู้ร้องจำเลยที่ ๑ มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ ๒ บุตรผู้ร้องที่บ้านของผู้ร้อง ต่อมาปี๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ รับอาสาไปดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทเป็น น.ส.๓ ก.หรือโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้ จำเลยที่ ๑ พาผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสิงหนคร และให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารต่างๆ ๒ ครั้งต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องทราบจากนางเอี่ยมศรี แซ่ฟง บุตรผู้ร้องอีกคนหนึ่งว่าที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของและจำนองไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำกัด ผู้ร้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้วจึงทราบว่า จำเลยที่ ๑หลอกลวงให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่๓๖๖๗ เนื้อที่ ๑ งาน ๔๗ ตารางวา เดิมมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ผู้ร้องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ต่อมาวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์และเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างนั้นในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๐ ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกลับคืนให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะคดีถึงที่สุดแล้วย่อมใช้ยันโจทก์ได้ และผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต มิใช่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ ๑เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ฉ้อฉลผู้ร้องให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๑ ผู้ร้องบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๘๑ แล้ว ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะแต่เริ่มแรกดังนี้ แสดงว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขาย และมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๑๖๐ คำร้องขอของผู้ร้องบรรยายไว้เพียงว่า ก่อนนำยึดที่ดินพิพาทโจทก์ทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดที่ดินพิพาทไว้แล้วเท่านั้น มิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ อันจะเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543 นางเพ็ง บัวศรี โจทก์ นางนุ้ย โภคพันธ์ ผู้ร้อง นายสถาพร เพชรจำเริญ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเพ็ง บัวศรี · ผู้ร้อง - นางนุ้ย โภคพันธ์ · จำเลย - นายสถาพร เพชรจำเริญ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายเจริญ เกื้อทิพย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ - นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3504/2543ฎีกา 3643/2537ฎีกา 154/2522ฎีกา 9151/2539ฎีกา 3329/2526ฎีกา 1701/2524ฎีกา 1726/2513ฎีกา 243/2497ฎีกา 2958/2538ฎีกา 691/2491ฎีกา 418-419/2518ฎีกา 3806/2549ฎีกา 3099/2529ฎีกา 13043/2557ฎีกา 1304/2553ฎีกา 5128/2541ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1962/2548ฎีกา 977/2543ฎีกา 767/2518ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา