⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1519/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลว่าอาจถึงแก่ความตาย แต่ผู้ถูกกระทำไม่ถึงแก่ความตาย ถือเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ 1 ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง 2 แผล ยาว 1.5 เซนติเมตร กว้าง 0.2 เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอกทั้งสองข้าง แสดงว่าจำเลยใช้ไม้ตีพริกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรงหลายที และใช้มีดปลายแหลมแทงอย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ 1 ให้แพทย์รักษา ทันท่วงทีผู้เสียหายที่ 1 ย่อมถึงแก่ความตายได้ การที่จำเลยใช้อาวุธของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยย่อมเล็งผลว่าผู้เสียหายที่ 1 อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 คิดจะเลิกอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ 1 เลี้ยงดู แต่จำเลยไม่ยินยอมและตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ 1 กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก จำเลยโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ 1 มา 4 ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน 1 คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่ยินยอมและพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ แม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๙๑, ๓๓ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๒๘๘ ประกอบ ๘๐, ๗๒ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา ๙๑ ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ จำคุก ๒ ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๒ ปี โทษจำคุกแต่ละกรรมให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามมาตรา ๕๖ ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ จำคุก ๑๐ ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) จำคุก ๑ ปี รวมเป็นจำคุก ๑๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ทะเลาะกัน จำเลยใช้ ไม้ตีพริกและใช้มีดของกลางแทงทำร้ายผู้เสียหายที่ ๑ และใช้ไม้ตีพริกตีทำร้ายผู้เสียหายที่ ๒ หลายครั้งจนผู้เสียหาย ทั้งสองสลบไป ปรากฏบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองตามรายงานผลชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒ ตามลำดับ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ ๑ ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๒ แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายจนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง ๒ แผล ยาว ๑.๕ เซนติเมตร กว้าง ๐.๒ เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอก ทั้งสองข้าง แสดงว่าผู้เสียหายใช้ไม้ตีพริกตีที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ ๑ อย่างแรงหลายทีและใช้มีดปลายแหลมแทง อย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ ๑ ให้แพทย์รักษาทันท่วงทีผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยใช้อาวุธ ของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ นั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหายที่ ๑ อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะหรือไม่ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ ๑ คิดจะเลิกอยู่กิน ฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ ๑ จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ ๑ เลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่จำเลยไม่ยินยอม และตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ ๑ กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก ก่อนเกิดเหตุข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายที่ ๑ พูดว่าจะทิ้ง และเลิกจากการเป็นภริยาของจำเลยและจะนำบุตรชายของจำเลยไปให้มารดาภริยาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยจึงโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายจริง เห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ ๑ มา ๔ ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน ๑ คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๑ จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ไม่ยินยอม และพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ ๑ มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นแพทย์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยเบิกความว่าให้อภัยและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยต่อไป กรณีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ อนึ่งแม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๗๒ ให้จำคุกจำเลย ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษที่จำเลยได้รับในความผิดฐานทำร้าย ร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) อีกกระทงหนึ่งจำนวน ๑ ปี เป็นจำคุก ๓ ปี โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519/2544 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายริชาร์ด อัลวิน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด อัลวิล วิลเลี่ยม หรือริชาร์ด อัลริน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด วิลเลี่ยม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · วิลเลี่ยม - นายริชาร์ด อัลวิน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด อัลวิล · จำเลย - หรือริชาร์ด อัลริน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด วิลเลี่ยม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กมล เพียรพิทักษ์ · สมชาย พงษธา · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายพิชัย อภิชาตอำมฤต · ศาลอุทธรณ์ - นายประชิต ศรศักดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1588/2479ฎีกา 712/2559ฎีกา 226/2529ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 1638/2492ฎีกา 664/2520ฎีกา 551/2514ฎีกา 2813/2566ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 203/2511ฎีกา 2632/2529ฎีกา 4018/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา