⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1696/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย แต่การครอบครองและพืชผลที่ปลูกในที่ดินนั้นสามารถซื้อขายกันได้ระหว่างเอกชนด้วยกัน.

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เดิมจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ส. เป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 และจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกไม้ยืนต้น จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามตนเองและ ส. ผู้ขายตลอดมา ต่อมาจำเลยได้ยื่นขอสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท จำเลยได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าครอบครองที่ดินพิพาทจำนวน 19 ไร่ พนักงานเจ้าหน้าที่บอกว่ายื่นขอสิทธิทำกินได้ไม่เกินคนละ 15 ไร่ จำเลยจึงให้ ช. บุตรชายยื่นคำขอสิทธิทำกินอีก 1 แปลง จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ต่อมาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลย ขณะที่โจทก์ทำสัญญาที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อโจทก์ชำระราคาแล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อใน ภ.บ.ท. 5 จากจำเลยเป็น อ. การซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาตามความเป็นจริง และโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาทแล้ว แม้ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิขายการครอบครองและพืชผลที่ปลูกอยู่แล้วในที่ดินและมีหน้าที่ส่งมอบการครอบครองพืชผลที่ปลูกนั้นให้แก่กัน ทั้งประกาศสำนักงานป่าไม้ที่ระบุว่า พื้นที่ สทก. ที่ได้รับอนุญาตห้ามจำหน่ายจ่ายโอน แต่ให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ ก็เพิ่งประกาศใช้หลังจากสัญญาเป็นผลระหว่างคู่สัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวกระทำโดยประกาศของทางราชการมิใช่โดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่ จึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์ด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.139 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.146 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.149 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2533 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2533 ติดต่อกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเนื่องจากทราบดีว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคทางสมองเส้นโลหิตฝอยในสมองตีบและอยู่ในระหว่างการดูแลของแพทย์ โดยจำเลยที่ 4 อ้างตนเองว่าเป็นร่างทรงของเจ้าพ่อกุมารทอง หลอกลวงโจทก์ให้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 19 ไร่ ในราคา 2,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นที่ดินเก่าซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ปางกว้าง" ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แตงมาขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอรับหนังสือสิทธิทำกินในที่ดินเพียง 4 ไร่เศษ ผู้ที่ได้รับหนังสือสิทธิทำกินจะจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่ผู้ใดไม่ได้เว้นแต่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ทั้งต้องไม่ยินยอมให้บุคคลอื่นนอกจากบุคคลในครอบครัวซึ่งอยู่ด้วยกันกับผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ โดยต้องทำประโยชน์ในพื้นที่ด้วยตนเองตามประกาศสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ เรื่องเงื่อนไขหนังสืออนุญาต สทก. ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2533 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เงินที่จำเลยทั้งสี่รับไปจำนวน 2,000,000 บาท เป็นลาภมิควรได้จะต้องคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราชั่งละบาทต่อเดือนนับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ นับจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 15 เดือน 15 วัน คิดเป็นเงินดอกเบี้ย 32,291.66 บาท รวมเป็นเงิน 2,032,291.66 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,032,291.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราชั่งละบาทต่อเดือนในต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 2,000,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินไม่ครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสม เมื่อปี 2520 เป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐาน ภ.บ.ท.5 และจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกไม้ยืนต้นประเภทมะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย และมะพร้าว จำเลยที่ 1 เสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามตนเองและนายสมตลอดมา ต่อมาปี 2529 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นขอสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าครอบครองที่ดินพิพาทจำนวน 19 ไร่ พนักงานเจ้าหน้าที่บอกว่ายื่นขอสิทธิทำกินได้ไม่เกินคนละ 15 ไร่ จำเลยที่ 1 จึงให้นายชัยวัฒน์ บุตรยื่นขอสิทธิทำกินอีก 1 แปลง ตามคำขอหนังสือสิทธิทำกินเอกสารหมาย ล.7 จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ขณะที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.10 หรือตามสัญญาจะซื้อจะขาย ตามเอกสารหมาย จ.11 นั้น ที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อโจทก์ชำระราคาแล้วได้มีการเปลี่ยนชื่อใน ภ.บ.ท.5 จากจำเลยที่ 1 เป็น นายอรรจน์ การซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2533 จึงเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาตามความเป็นจริง และโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาทแล้ว ดังนี้ แม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมมีสิทธิขายการครอบครองและพืชผลที่ปลูกอยู่แล้วในที่ดินและมีหน้าที่ส่งมอบการครอบครองพืชผลที่ปลูกนั้นให้แก่กัน ทั้งประกาศสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ เรื่อง เงื่อนไขหนังสืออนุญาต สทก. ข้อ 1 ที่ระบุว่า พื้นที่ สทก. ที่ได้รับอนุญาตห้ามจำหน่ายจ่ายโอน แต่ให้ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2533 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากสัญญาเป็นผลระหว่างคู่สัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวกระทำโดยประกาศของทางราชการมิใช่โดยกฎหมาย ดังนั้นสัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติแม่แตงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสี่นั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์ด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2544 นายณัฐ เศรษฐบุตร โจทก์ นายอุทัย เนียมแสง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายณัฐ เศรษฐบุตร · จำเลย - นายอุทัย เนียมแสง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล จันทร์สว่าง · วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางสาวมาลิน ภู่พงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 658-660/2505ฎีกา 7069/2560ฎีกา 1747/2500ฎีกา 1301/2508ฎีกา 1216/2538ฎีกา 1178/2494ฎีกา 1730/2520ฎีกา 1394/2549ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 3467/2525ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1534/2565ฎีกา 2749/2538ฎีกา 280/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 2076/2542ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 3646/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา