⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 598/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ในอนาคตสามารถทำสัญญาค้ำประกันและจำนองเพื่อเป็นประกันได้ และบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ำประกันหนี้ในอนาคตก็ให้ใช้บังคับกับการจำนองอนุโลมตามควร

ย่อคำพิพากษา

สัญญาค้ำประกันและจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า หนี้ในอนาคตก็ประกันได้ และมาตรา 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ครั้งที่ 3 จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินครั้งที่ 3 ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.681 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.707

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔,๔๗๖,๕๗๘.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๘๗๕,๐๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๗๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๔,๔๐๗,๘๒๖.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๘๗๕,๐๓๑ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดจำนวน ๒,๗๔๒,๕๕๙.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๗๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทก์ในครั้งที่ ๓ นั้น จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ฉบับแรก จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ร่วม และทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งในสัญญาจำนองข้อ ๑ มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ ๒ ตกลงจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลงแก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้สินทุกชนิดของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ทั้งในเวลานี้และต่อไปในภายหน้าทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ ๒ ตกลงจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นอีกในภายหน้าทั้งสิ้นแก่โจทก์ และโจทก์ตกลงรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้ เพื่อเป็นประกันหนี้สินทุกชนิดทุกประเภทที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้น จำเลยที่ ๒ ยังทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย ซึ่งในสัญญาค้ำประกันมีข้อความระบุว่า ตามที่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินไปจากโจทก์หรือได้นำตั๋วเงินซึ่งสั่งจ่ายโดยจำเลยที่ ๑ เองหรือสั่งจ่ายโดยบุคคลอื่นใดก็ตามไปขายลดหรือแลกเงินสดไปจากโจทก์เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าในจำนวนเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าวนั้นค้ำประกันรวมถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ ๑ ด้วย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๑ วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้ และมาตรา ๗๐๗ บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา ๖๘๑ ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร ดังนั้น แม้ว่าสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ทำไว้ก่อน แต่ก็สามารถค้ำประกันหนี้การกู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานในอนาคตได้ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินครั้งที่ ๓ ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๔,๔๐๗,๘๒๖.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๘๗๕,๐๓๑ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2544 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด โจทก์ นายดนัย เลียวสวัสดิพงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด · จำเลย - นายดนัย เลียวสวัสดิพงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ระพินทร บรรจงศิลป · สมชาย จุลนิติ์ · ชวลิต ตุลยสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2529ฎีกา 1800/2511ฎีกา 4238/2539ฎีกา 9091/2538ฎีกา 8587/2544ฎีกา 1612/2513ฎีกา 4610/2534ฎีกา 1986/2541ฎีกา 1807/2505ฎีกา 1557/2524ฎีกา 3855/2536ฎีกา 2458/2520ฎีกา 3259/2554ฎีกา 1269/2502ฎีกา 1268/2555ฎีกา 3429/2542ฎีกา 868/2506ฎีกา 2029/2541ฎีกา 7125/2568ฎีกา 5025/2537ฎีกา 2109/2531ฎีกา 1604/2536ฎีกา 419/2532ฎีกา 4174/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา