⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7117/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7117/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่ผู้จะซื้อชำระไปก่อนทั้งหมดในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ถือเป็นเงินมัดจำ หากผู้จะขายผิดสัญญา ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ย่อคำพิพากษา

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อความว่า ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินแล้ว 432,000 บาท คงค้างชำระอีกเพียง 4,200 บาทซึ่งจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์... หากสัญญาจะซื้อจะขายนี้ไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาเพราะความผิดของผู้จะขาย ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีดังนี้ เมื่อตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีการวางมัดจำกันไว้ก็ต้องถือว่าเงิน432,000 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้วนั้นเป็นมัดจำซึ่งตรงตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานที่เป็นมัดจำ อันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3) และเป็นคนละกรณีกับการใช้เงินคืนเมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้เมื่อการเรียกคืนเงินมัดจำไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เมื่อหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืน จึงต้องถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนโดยการฟ้องคดี จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยฎีกายอมรับผิดชำระเงิน 432,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาคือผลต่างของจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับที่จำเลยฎีกามา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ 4,135,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 432,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,217,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 485,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2530จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินอีก 1,000,000 บาท แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3052 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 6306/10 ตารางวา จากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 432,000 บาท คงค้างชำระอีก4,200 บาท ซึ่งตกลงจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินที่จะซื้อจะขายกันนี้จำเลยมิได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์โดยส่งเช็คของธนาคารจำนวนเงิน 4,200 บาทให้แก่จำเลย จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 16 เดือนเดียวกัน หลังจากนั้นจำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2537ถึงทนายความของโจทก์ โดยคืนเช็คของธนาคารดังกล่าวแก่โจทก์ และขอให้โจทก์ซื้อที่ดินหรือบ้านพร้อมที่ดินหรืออาคารชุดของจำเลยในโครงการอื่นจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้ พิเคราะห์แล้วที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยควรรับผิดคืนเงินค่าที่ดินแก่โจทก์ 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2537 มิใช่นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2530 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย เอกสารหมาย จ.4มีข้อความว่า ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินแล้ว 432,000 บาท คงค้างชำระอีกเพียง 4,200 บาท ซึ่งจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้จะขายจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้จะซื้อภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ผู้จะขายได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว หากสัญญาจะซื้อจะขายนี้ไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเพราะความผิดของผู้จะขาย ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนี้ เมื่อตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีการวางมัดจำกันไว้ก็ต้องถือว่าเงิน 432,000 บาทที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้วนั้นเป็นมัดจำซึ่งตรงตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานะที่เป็นมัดจำ อันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3)และเป็นคนละกรณีกับการใช้เงินคืนเมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสองซึ่งกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้ เมื่อการเรียกคืนเงินมัดจำไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลย จึงต้องถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนโดยการฟ้องคดี จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยไม่ควรต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ จำเลยย่อมต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น ส่วนปัญหาว่าความเสียหายของโจทก์มีเพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีนายประมาณ มุขตารี ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความลอย ๆ ว่า หากโจทก์ได้รับโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยแล้วโจทก์สามารถขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่บุคคลภายนอกในราคาท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 5,800 บาท แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนราคาซื้อขายสำหรับที่ดินข้างเคียงหรือราคาประเมินของทางราชการเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก็ไม่มีมาแสดงพอให้เปรียบเทียบได้ พยานหลักฐานของโจทก์เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่ฟ้องและนำสืบ อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันฟ้องที่ดินมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณไม่น้อยกว่า 1 เท่า นั้น ไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนให้รับฟังเช่นนั้นได้ จะมีผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้ในราคาที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ หากมีผู้ซื้อแล้วโจทก์จะขายให้หรือไม่ ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ หากโจทก์คงถือกรรมสิทธิ์ต่อมาจากปัจจุบันซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าที่ดินมีราคาตกต่ำก็ย่อมเป็นการยากที่โจทก์จะขายได้กำไรถึง 7.5 เท่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2นำจำนวนเงินมัดจำ 432,000 บาท ไปหักออกจากราคาที่ดินที่กำหนดให้ใหม่แล้วเหมารวมเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหมดก็ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอมาในทำนองนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว และเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ก็ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3กุมภาพันธ์ 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยฎีกายอมรับผิดชำระเงิน432,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16กันยายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาคือผลต่างของจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับที่จำเลยฎีกามา การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในจำนวนทุนทรัพย์ 4,135,440 บาทจึงเกินที่จะพึงเสีย ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 432,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,000,000บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7117/2544 นาง ฉ่า มุขตารี โจทก์ นาย วัชระ ตันตรานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ฉ่า มุขตารี · จำเลย - นาย วัชระ ตันตรานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 2821/2522ฎีกา 770/2486ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 1781/2509ฎีกา 2409/2551ฎีกา 4225/2529ฎีกา 5434/2536ฎีกา 4873/2528ฎีกา 8021/2549ฎีกา 6695/2548ฎีกา 615/2531ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 462/2507ฎีกา 601/2537ฎีกา 369/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ