⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8688/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ 2. การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ล่อซื้อ เป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท 3. การแจกหรือให้ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แล้ว 4. การกระทำความผิดสำเร็จหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ เพราะจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้ว และอยู่ระหว่างส่งสำเนาให้โจทก์แก้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งจำหน่ายคดีโดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ แต่คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรสั่งเรื่องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดให้แก่จ่าสิบตำรวจ ก. ผู้ล่อซื้อโดยมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ ผู้ล่อซื้อแล้ว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า " จำหน่าย " หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เป็นที่เห็นได้ว่า แม้เป็นการแจกหรือให้ซึ่งไม่มีค่าตอบแทน ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ล่อซื้อได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกันจากฝ่ายจำเลยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ชำระราคาและตรวจนับเมทแอมเฟตามีนของกลางก่อน ก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) สำเร็จ โดยมิพักต้องวินิจฉัยในแง่กฎหมายแพ่ง ปัญหาว่าการกระทำความผิดใดจะเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด เป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ลงโทษได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่สมควร วางบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง จำเลยที่ 3 ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดและระหว่างถูก คุมขังในเรือนจำจำเลยที่ 3 รู้ตัวว่าใกล้จะตายได้วานผู้มีชื่อเขียนจดหมายถึงจำเลยที่ 1 ขอโทษที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย และรับว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดเพียงคนเดียว แต่คดีในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำเบิกความของจำเลยที่ 3 มาเป็นพยานหลักฐานประกอบและแม้จำเลยที่ 3 จะเขียนจดหมายมีข้อความดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ก็ไม่มีผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบต่อศาลได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ ๔๐ ปี จำเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๓ กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี ๘ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๒๐ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับ จำเลยที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๔๐ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๖ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ เสียจากสารบบความเพราะจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ แล้ว และอยู่ระหว่างส่งสำเนาให้โจทก์แก้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งจำหน่ายคดีโดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ จากสารบบความเสีย แต่เนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งเรื่องดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดย ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) จึงให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๓ เสียจากสารบบความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ? เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวนถึง ๖,๘๐๐ เม็ด เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายที่มีโทษสูง ผู้กระทำความผิดย่อมต้องปกปิดเป็นความลับ ถ้าจำเลยที่ ๑ มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำ ความผิดก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้กระทำความผิดจะกล้าให้จำเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางมารู้เห็นด้วย ในชั้นจับกุมจำเลยที่ ๑ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ ๑ ก็ให้การรับสารภาพโดยมีรายละเอียดว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๘ นาฬิกา จำเลยที่ ๓ ซึ่งขับรถโดยสารสายเดียวกับจำเลยที่ ๑ มาบอกให้หาเมทแอมเฟตามีน เพราะมีผู้ติดต่อ ขอซื้อชื่อเฮียสมศักดิ์ให้ราคาดี จำเลยที่ ๑ ไปติดต่อกับนายประดิษฐ์ได้เมทแอมเฟตามีนมา ๗ ถุง แล้วร่วมกับจำเลยที่ ๓ นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่สำนักงานขนส่งจังหวัดราชบุรีแต่ผู้ซื้อให้หามาอีก จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงกลับไปหานายประดิษฐ์ให้หาเมทแอมเฟตามีนมาเพิ่ม จำเลยที่ ๓ ขับรถยนต์ไปกับนายประดิษฐ์และกลับมาพร้อมจำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยทั้งสามกับนายประดิษฐ์จึงร่วมเดินทางนำเมทแอมเฟตามีน ๓๔ ถุง ไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่สถานีบริการน้ำมันโมบิล โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ซื้อ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้นำถุงเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้มามอบให้แก่ผู้ซื้อ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มีร้อยตำรวจโทปฐมพร ลือเสียง (ขณะเบิกความ ยศร้อยตำรวจเอก) พนักงานสอบสวนกองกำกับการ ๒ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเบิกความรับรอง พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่ปรากฎว่าเคยรู้จักจำเลยที่ ๑ มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ ๑ ให้ต้องรับโทษโดยปราศจากมูลความจริง คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๒ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวเป็นการร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดให้แก่จ่าสิบตำรวจกฤษดาพยานโจทก์ผู้ล่อซื้อโดยมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ผู้ล่อซื้อแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ตามฟ้องของโจทก์แล้ว ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ยังไม่เป็นความผิดสำเร็จเพราะตามคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจกฤษดาว่าเมื่อรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ ๒ ยังไม่ทันได้มีการตรวจนับจำนวน เพียงแต่จ่าสิบตำรวจกฤษดาถือถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางไปที่รถยนต์และจะจ่ายเงินแก่จำเลยทั้งสาม เจ้าพนักงานตำรวจก็เข้าจับกุมจำเลยทั้งสามเสียก่อน จึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) เท่านั้น นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ บัญญัติว่า " จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เป็นที่เห็นได้ว่า แม้เป็นการแจกหรือให้ ซึ่งแสดงว่าไม่มีค่าตอบแทน ก็ถือว่าเป็นการจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้นเมื่อจ่าสิบตำรวจกฤษดาได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตกลงซื้อขายกันจากฝ่ายจำเลยแล้ว แม้ยังไม่ได้ชำระราคาและตรวจนับเมทแอมเฟตามีนของกลางก่อนก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) สำเร็จแล้ว โดยมิพักต้องวินิจฉัยในแง่กฎหมายแพ่ง และแม้โจทก์จะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาว่าการกระทำความผิดใดจะเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจ ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่เห็นสมควรวางบทลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสียให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จ่าสิบตำรวจกฤษดาเบิกความว่าจำเลยที่ ๑ พูดว่า "เฮ้ยมึงหลอกกูมาได้ไง" แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า จ่าสิบตำรวจกฤษดาและนายดาบตำรวจสุภณติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ ๓ มาก่อน จำเลยที่ ๑ เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุตามที่จำเลยที่ ๑ ให้การไว้ในชั้นสอบสวน คำพูดของจำเลยที่ ๑ ในขณะจับกุมน่าจะเป็นการตัดพ้อผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ไม่มีผลให้ รับฟังถึงขนาดว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย นอกจากนี้ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเบิกความซัดทอดว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดด้วยเพื่อให้จำเลยที่ ๓ รับโทษน้อยลง ไม่อาจรับฟังคำซัดทอดของจำเลยที่ ๓ มาใช้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ได้และระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำจำเลยที่ ๓ รู้ตัวว่าใกล้จะตายได้วานผู้มีชื่อเขียนจดหมายถึงจำเลยที่ ๑ ขอโทษที่เบิกความว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกระทำความผิดด้วย และรับว่าจำเลยที่ ๓ กระทำความผิดคนเดียว ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ในส่วนการกระทำของจำเลยที่ ๑ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ ๑ ได้โดยไม่ต้องอาศัยคำเบิกความของจำเลยที่ ๓ ซึ่งให้การรับสารภาพมาเป็นพยานหลักฐานประกอบดังได้วินิจฉัยมาแล้ว และแม้จำเลยที่ ๓ จะเขียนจดหมายมีข้อความ ดังที่จำเลยที่ ๑ อ้าง ก็ไม่มีผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบต่อศาลดังได้วินิจฉัยมาแล้วเช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายวัลลภ โซเซ็ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายวัลลภ โซเซ็ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพัฒน์ บุญยุบล · สายันต์ สุรสมภพ · พิชิต คำแฝง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมศิลป์ โสเจยยะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2936/2543ฎีกา 11/2539ฎีกา 1165/2537ฎีกา 635/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา