⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1669-1670/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669-1670/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การเรียกค่าขึ้นศาลให้พิจารณาจากจำนวนข้อหาในคำฟ้องที่แยกจากกันได้ โดยแต่ละข้อหาที่แยกจากกันได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหา 2. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 11/2529 ไม่มีผลผูกพันศาล และศาลมีอำนาจงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองหากมีเหตุอันสมควร

ย่อคำพิพากษา

การเรียกค่าขึ้นศาลต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหา คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 11/2529 เป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด. ๑๒) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๑/๑๐๐๓๓๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เพิกถอนการประเมินภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (แบบ ภ.ค. ๘๐) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๔/๑๐๐๐๐๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ส.ภ. ๑ (อธ. ๓) /๔๑๙/๒๕๔๒ และเลขที่ ส.ภ. ๑/อธ. ๓/๔๒๐/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกและทำการตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ พบว่าโจทก์ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๔ ราคา ๒๕๗,๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้รับเงินงวดแรกจำนวน ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๔๙,๐๘๐,๖๗๔.๙๒ บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์อีกร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คงเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑๑,๔๔๐,๕๕๖.๖๙ บาท ย่อมเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว โจทก์ขายที่ดินโดยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวและได้รับเงินจำนวน ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นเงินได้ในปีภาษี ๒๕๓๔ โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี การฟ้องคดีและทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อในภายหลังไม่มีผลเป็นการเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินหรือทำให้เงินได้ของโจทก์ไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน เงินจำนวน ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าตามกฎหมาย การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. ๑๒) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๑/๑๐๐๓๓๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค. ๘๐) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๔/๑๐๐๐๐๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ส.ภ. ๑ (อธ.๓)/๔๑๙/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และเลขที่ ส.ภ. ๑ (อธ. ๓)/๔๒๐/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ โดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้งดเฉพาะส่วนของเบี้ยปรับทั้งหมดเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์แต่ละข้อหาที่อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (๑) (ก) ระบุว่า "คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) และ (ค) ต่อไปนี้ ให้เรียกโดยอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท" ดังนั้น การเสียค่าขึ้นศาลจึงต้องพิจารณาจากคำฟ้องเป็นเกณฑ์ มิได้พิจารณาเป็นรายคดีหรือรายสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) ให้คำนิยามของคำฟ้องว่าหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล? ดังนั้น การเสนอข้อหาต่อศาลแต่ละข้อหาก็เป็นคำฟ้องแล้ว การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่นหรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ค่าธรรมเนียมเฉพาะที่ทวีขึ้น ให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สนับสนุนว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือสำนวนมิใช่รายข้อหานั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้แสดงว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือรายสำนวนดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ศาลมีอำนาจสั่งงดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การงดเบี้ยปรับจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายเท่านั้น ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๑๑/๒๕๒๙ เห็นว่า ตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควร อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669 - 1670/2545 นางสมทรง จันทาภากุล โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมทรง จันทาภากุล · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · โนรี จันทร์ทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 388-389/2511ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1471/2542ฎีกา 2467/2526ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 5640/2540ฎีกา 1398/2493ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1145/2512ฎีกา 8337/2540ฎีกา 7279/2540ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1748/2511ฎีกา 851/2487ฎีกา 4977/2533ฎีกา 10930/2554ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3601/2530ฎีกา 89/2502ฎีกา 1286-1287/2503
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา