⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2140/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2545

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.15, 66 · ป.วิ.อาญา ม.134, 135, 226

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การของจำเลยที่เกิดขึ้นโดยชอบและให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยได้

ย่อคำพิพากษา

คำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่เกิดขึ้นโดยชอบและจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและตามความสัตย์จริง ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.135 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.135 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๑ ริบยาเสพติดให้โทษ ถุงพลาสติกและเงินสดจำนวน ๑,๒๐๐ บาท ของกลาง จำเลยให้การรับว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๖ ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๑ ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และคำรับในชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๗ ปี ๔ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงพลาสติกของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ แล้ว เป็นจำคุก ๑๐ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๖ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า? ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า บันทึกการจับกุม บันทึกปากคำ ผู้ต้องหาประกอบคำรับสารภาพและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ตามเอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๔ และ จ. ๑๑ เป็นบันทึกที่เจ้าพนักงานได้ถามจำเลยก่อนที่จะแจ้งข้อหา และได้ทำหรือจัดให้มีขึ้นโดยการขู่เข็ญหรือให้สัญญาแก่จำเลยเพื่อจูงใจให้จำเลยให้การตามที่ต้องหา จำเลยยังไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ต้องหา และเจ้าพนักงานตำรวจยังไม่ได้บอกให้ทราบว่าถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้ โจทก์จึงอ้างเอาคำรับของจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔, ๑๓๕ และ ๒๒๖ นั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ส่วนโจทก์มีร้อยตำรวจเอกประเสริฐเบิกความว่า หลังจากแจ้งข้อหาแล้วจำเลยให้การรับสารภาพ จึงได้ทำบันทึกการจับกุม และบันทึกปากคำผู้ต้องหาประกอบคำรับสารภาพไว้ เมื่อพิจารณาจากบันทึกปากคำผู้ต้องหาประกอบคำรับสารภาพ เอกสารหมาย จ. ๔ มีข้อความระบุว่า "?นางสาวสุทธิพร ยุวรี ผู้ต้องหาขอให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจด้วยความสมัครใจ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ล่อล่วง หรือให้คำมั่นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใด?" โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับว่าข้อความถูกต้องไว้ และตามบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ. ๓ ตอนท้ายมีข้อความระบุไว้ทำนองเดียวกับบันทึกปากคำผู้ต้องหาประกอบคำรับสารภาพ เอกสารหมาย จ. ๔ นอกจากนั้นพันตำรวจโทกฤษดาเบิกความว่า ได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย จ. ๑๑ หน้าแรกมีข้อความระบุว่า "เจ้าพนักงานได้แจ้งแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าต้องหาว่า มียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต? และได้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบด้วยว่า ถ้อยคำที่ข้าฯ ให้การต่อหน้าพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวนนี้ อาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันตัวข้าฯ ในการพิจารณาคดีในชั้นศาลได้ และได้แจ้งสิทธิผู้ต้องหาให้ข้าฯ ทราบด้วยแล้ว" โดยหน้าที่สองมีข้อความระบุว่า "ข้าฯ ขอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ด้วยความสมัครใจของข้าฯ เอง ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง หรือให้คำมั่นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใด และข้าฯ ขอให้การในชั้นนี้โดยไม่ขอมีทนายนั่งฟังแต่อย่างใด ?เป็นความจริง อ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง" โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนั้นตามบันทึกแจ้งสิทธิผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. ๑๒ มีข้อความที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาตามกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบและระบุว่าอ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงขัดต่อพยานหลักฐานดังกล่าว กรณีถือได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนได้กระทำโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ และ ๑๓๕ แล้ว คำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่เกิดขึ้นโดยชอบ และจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและตามความสัตย์จริง ศาลย่อมรับฟังพยานหลักฐานประกอบเพื่อลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวสุทธิพร ยุวรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางสาวสุทธิพร ยุวรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยศ นิสภัครกุล · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · เรวัตร อิศราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสายัณห์ ศรีดวม · ศาลอุทธรณ์ - นายวิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 6635/2551ฎีกา 1089/2559ฎีกา 729/2489ฎีกา 4979/2541ฎีกา 1554/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 884/2497ฎีกา 1888/2548ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1992/2530ฎีกา 4912/2565ฎีกา 1149/2536ฎีกา 7149/2558ฎีกา 8272/2553ฎีกา 5487/2548ฎีกา 5042/2549ฎีกา 2470/2515ฎีกา 4048/2528ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 5061/2561ฎีกา 2948/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา