⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3398/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3398/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบตามกฎหมาย ทำให้กำหนดระยะเวลาในการร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ยังไม่เริ่มนับ

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ.มาตรา 208 เดิม เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่เมื่อได้มีการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้แก่จำเลย หรือภายใน 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง ซึ่งในการส่งคำบังคับนั้น ต้องเป็นการส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 74 (2) หากการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยไม่ใช่เป็นการส่งไปยังสถานที่ดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบ เมื่อยังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ กำหนดระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) แห่ง ป.วิ.พ. จึงยังไม่เริ่มนับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.74 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าอาคารสำนักงานของโจทก์แล้วผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าและค่าเสียหายต่างๆ ซึ่งโจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๙๖๘,๗๓๕.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘๒๓,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ ที่บ้านเลขที่ ๔๐๐ อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น ๑๘ ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ครบกำหนดตามคำบังคับแล้ว ต่อมาวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้น จำเลยไม่ทราบมาก่อน เพราะมีการนำหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง คำบังคับ หนังสือแจ้งการยึดที่ดินของจำเลยส่งให้แก่จำเลยโดยการปิดไว้ที่อาคารที่จำเลยเช่าจากโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยมิได้ใช้เป็นสถานที่ดำเนินกิจการต่อไปแล้ว จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องคดี ดังนั้นเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยจึงแต่งตั้งทนายความไปขอตรวจสำนวนที่ศาลชั้นต้น จำเลยได้ใช้สถานที่ในอาคารที่เช่าจากโจทก์ถึงเพียงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ แล้วก็หยุดดำเนินกิจการในอาคารที่เช่าจากโจทก์ เป็นแต่เพียงจำเลยยังมิได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกไปเท่านั้น จำเลยมิได้มีเจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่าและค่าบริการ ส่วนค่าเสียหายที่เรียกมาก็สูงเกินไป หากจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีแล้ว จำเลยมีทางชนะคดีได้ขอศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ให้งดไต่สวนและวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่าได้ทราบว่าโจทก์ฟ้องในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓ นั้น ถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว จำเลยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน เมื่อพฤติการณ์เช่นนั้นได้สิ้นสุดลง การที่จำเลยมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นระยะเวลาเกิน ๑๕ วันแล้ว คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ เดิม มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่บัญญัติว่า "คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามคำกำหนดนั้นแล้ว อนึ่งถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่บัญญัติไว้ข้างบนนี้โดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น" เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โดยต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่เมื่อได้มีการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้แก่จำเลย หรือภายใน ๑๕ วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ได้สิ้นสุดลง ซึ่งในการส่งคำบังคับดังกล่าวนั้นต้องเป็นการส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๔ (๒) หากการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยไม่ใช่เป็นการส่งยังสถานที่ดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าเป็นการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยมิชอบ เมื่อยังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ กำหนดระยะเวลา ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่ง (เดิม) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงยังไม่เริ่มนับ ซึ่งตามคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย แม้จำเลยจะยอมรับว่าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ๔๐๐ อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น ๑๘ ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ก็ตาม แต่จำเลยก็ได้กล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ใช้สถานที่ดังกล่าวถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ เท่านั้น โดยจำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าสถานที่ดังกล่าวแล้ว เป็นแต่เพียงจำเลยยังมิได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกไปเท่านั้น ซึ่งอาคารที่เป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวนี้เป็นอาคารของโจทก์เอง โจทก์จึงทราบดีว่าจำเลยยังอยู่อาศัยหรือได้ออกไปจากอาคารของโจทก์แล้วตั้งแต่เมื่อใด เพราะโจทก์ดำเนินกิจการให้เช่าอาคารนี้เป็นธุรกิจของโจทก์ ดังนั้นหากเป็นไปตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้ใช้อาคารของโจทก์ดำเนินกิจการถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ เท่านั้นแล้วย้ายออกไป การที่โจทก์นำคำบังคับไปปิดที่บ้านเลขที่ ๔๐๐ อาคารไพโรจน์กิจจา ชั้น ๑๘ ถนนบางนา - ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยที่โจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยมิได้อยู่ในอาคารดังกล่าวเช่นนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ทำให้จำเลยเสียเปรียบ อันถือได้ว่ายังไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยให้ได้ความแน่ชัดก่อนที่จะมีคำสั่งใด ๆ การที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ให้งดไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จึงให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วมีคำสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ. นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา ผู้ช่วยฯ นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3398/2545 บริษัทไพโรจน์กิจจา จำกัด บริษัทภูมิภัทรเรียลเอสเตท จำกัด

รายละเอียดคดี

คู่ความจำกัด - บริษัทไพโรจน์กิจจา · จำกัด - บริษัทภูมิภัทรเรียลเอสเตท
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายภคเชษ มีพันลม · ศาลอุทธรณ์ - นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 95/2534ฎีกา 1843/2536ฎีกา 396/2536ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 2152/2536ฎีกา 1108/2535ฎีกา 3909/2535ฎีกา 125/2511ฎีกา 177/2538ฎีกา 1395/2534ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 1546/2514ฎีกา 9502/2544ฎีกา 76/2523ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3934/2530ฎีกา 5768/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา