คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความก่อนถามคำให้การ เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้จำเลยเสียเปรียบ แม้ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้แก้ไขภายหลัง ก็ไม่อาจทำให้กระบวนพิจารณาที่เสียไปแล้วกลับมาชอบได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000บาท ถึง 100,000 บาท แต่ปรากฏว่าในการพิจารณาคดี ก่อนถามคำให้การจำเลยศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและทำให้จำเลยเสียเปรียบ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความก่อนที่จะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5ให้คู่ความฟังก็ตาม ก็ไม่อาจแก้ไขกระบวนพิจารณาที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้นให้กลับมาเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลฎีกาเห็นจำเป็นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 17 เม็ด น้ำหนัก 164 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 67, 102 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่10,000 บาท ถึง 100,000 บาท แต่ปรากฏว่าในการพิจารณาคดีก่อนถามคำให้การจำเลยศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าวอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และทำให้จำเลยเสียเปรียบแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 30 มกราคม2545 ให้ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความก่อนที่จะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้คู่ความฟังก็ตาม ก็ไม่อาจแก้ไขกระบวนพิจารณาที่เสียไปแล้ว ตั้งแต่ต้นให้กลับมาเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลฎีกาเห็นเป็นการจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2545
พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์
นางสาว อลิสสา กตัญญกุล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ · จำเลย - นางสาว อลิสสา กตัญญกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี · กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ