⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4835/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทนายความลงชื่อในคำฟ้องขณะขาดคุณสมบัติ ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาเสียไป หากต่อมามีการแต่งตั้งทนายความใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทน และข้อเท็จจริงในคำฟ้องยังคงเดิม ไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบแก่คู่ความฝ่ายใด.

ย่อคำพิพากษา

แม้ ป. จะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 แล้วก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็แต่ง ว. เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองหลังจากฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ และ ว. ได้ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่ ป. ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น ป. จึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้โจทก์ทั้งสองเพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งเก้าก็มีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 มุ่งให้ความ คุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป เนื่องจากจำเลยทั้งเก้าซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสองก็สืบพยานจนเหลือพยานอีกเพียง 2 ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณา ตรงกันข้ามหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่ยื่นคำฟ้องอันจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทั้งเก้าทำคำให้การใหม่ และสืบพยานกันใหม่ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยทั้งเก้าต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิม จำเลยทั้งเก้าย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบได้ อันทำให้จำเลยทั้งเก้าได้เปรียบทางเชิงคดีซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นชอบด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยที่ 7 และที่ 8 และให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 แล้ว คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้น และไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 และมาตรา 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยทั้งเก้าจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 กรณีนี้จึงเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.61 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.62 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.67 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1369

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนายผุย เฉิดฉาย โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายผุยส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยทั้งเก้าไปยื่นขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนายผุย และจำเลยที่ ๓ กับพวกรวม ๕ คน บุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้และถางป่าในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๓ กับพวกเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำขอโอนมรดกของนายผุย เฉิดฉาย และให้ที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสองห้ามจำเลยทั้งเก้าเข้าเกี่ยวข้องด้วย หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งสองขอเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้า จำเลยทั้งเก้าให้การและฟ้องแย้งว่า ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากนายผุย เฉิดฉาย และเข้าครอบครอง ที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมานั้นไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วก่อนนายผุยถึงแก่ความตาย ได้ให้โจทก์ที่ ๒ ดูแลที่ดินพิพาทไว้แทนนายผุยและทายาทคือจำเลยทั้งเก้า เมื่อนายผุยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยทั้งเก้าก็ตกลงให้โจทก์ที่ ๒ ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยทั้งเก้ามาตลอด หลังจากนายผุยถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยทั้งเก้าได้บอกกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อขายที่ดินที่ฝากให้ดูแลนี้บางส่วนให้แก่นายสนิท วิชัยโย ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ไม่คัดค้าน ส่วนที่ดินที่เหลือจำเลยทั้งเก้าให้โจทก์ที่ ๒ ดูแลแทนตลอดมา จำเลยทั้งเก้าจึงไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองดูแลที่ดินพิพาทอีกต่อไปจึงยื่นคำร้องขอรับมรดกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่จำเลยเข้าไปถางป่า ปลูกกระท่อมและปลูกพืชผักนั้นไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย เพราะที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งเก้า และจำเลยทั้งเก้าได้เรียกคืนการครอบครองแล้ว การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งเก้า กับสั่งห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนายผุย เฉิดฉาย เฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่เท่านั้น ไม่ได้ซื้อหมดทั้งแปลง และนายผุยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองมาเกินกว่า ๑๐ ปี โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ใด ที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งเก้าขายให้นายสนิท วิชัยโย นั้น โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่จำต้องคัดค้านการซื้อขายดังกล่าว จนถึงวันฟ้องแย้งนี้ จำเลยที่ ๓ กับพวกยังบุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้และถางพืชพันธุ์ในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส.๒) เลขที่ ๑๐๗ เล่ม ๑๗ หน้า ๗๒ ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เฉพาะส่วนจำนวนเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๓๙ ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๔๐๐/๓๑๑) ของโจทก์ที่ ๒ ทิศใต้จดที่ดินของนายสุข ศรีโพนทอง ทิศตะวันตกจดถนนสาธารณประโยชน์ และทิศตะวันออกจดที่ดินของนายสนิท วิชัยโย ตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ และตามที่ดินบริเวณ (ค) และ (ง) ตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข ๑ (แผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล.๑) กับห้ามจำเลยทั้งเก้าห้ามเกี่ยวข้องให้เพิกถอนคำขอของจำเลยทั้งเก้าที่ขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ และให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งเก้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ ๒ กับนายผุย เฉิดฉาย บิดาจำเลยทั้งเก้าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทและที่ดินตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล. ๑ ส่วน (ก) และ (ข) คือที่ดินแปลงใบจอง (น.ส.๒) เลขที่ ๑๐๗ ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประการแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสองที่นายประมาณลงชื่อเป็นโจทก์ตามลำพังในขณะที่นายประมาณไม่มีฐานะเป็นทนายความ แล้วต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่ มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม จะมีผลทำให้คำฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้นายประมาณจะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้วก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็แต่งตั้งนายวิชชุกร สงวนชาติ เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองหลังจากฟ้องเพียง ๑ เดือนเศษ และนายวิชชุกรดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่นายประมาณไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น นายประมาณจึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้โจทก์ทั้งสองเพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งเก้าก็มีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสองซึ่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ มุ่งให้ความคุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป เนื่องจากจำเลยทั้งเก้าซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสองก็สืบพยานโจทก์ทั้งสองจนเหลือพยานโจทก์ทั้งสองอีกเพียง ๒ ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณา ตรงกันข้าม หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่การยื่นคำฟ้องอันจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทั้งเก้าทำคำให้การใหม่ และสืบพยานกันใหม่ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยทั้งเก้าต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิม จำเลยทั้งเก้าย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบได้ อันจะทำให้จำเลยทั้งเก้าได้เปรียบทางเชิงคดี ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เห็นชอบด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยที่ ๗ และที่ ๘ และให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งเก้าในประการที่สองมีว่า คำฟ้องใหม่ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้แนบแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ ตามคำบรรยายฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวไว้ คำสั่งรับฟ้องของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้นและไม่ใช่ คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๗ และมาตรา ๒๒๘ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยทั้งเก้าจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ กรณีนี้จึงเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835/2545 นายเทียม ใจอ่อน กับพวก โจทก์ นายบุญ เฉิดฉาย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเทียม ใจอ่อน กับพวก · จำเลย - นายบุญ เฉิดฉาย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · ประชา ประสงค์จรรยา · องอาจ โรจนสุพจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายสุดสาคร เวชยชัย · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายประมวล รักศิลธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2135/2518ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1196/2513ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 713/2512ฎีกา 8444/2538ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา