⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4936/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4936/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. อัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง 2. ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยในสัญญาที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นโมฆะตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 สัญญากู้ยืมระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารโจทก์ แต่ตามประกาศกำหนดดอกเบี้ยของโจทก์ในขณะทำสัญญากู้ยืมกำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ14.50 ต่อปี ไม่มีข้อความตอนใดในประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญากู้ยืมจึงสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิจะเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย และขัดต่อ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯมาตรา 3(ก) ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมจึงตกเป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ สาขาหนองคาย จำนวน 300,000 บาทยินยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ตามประกาศของโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32835ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ ครบกำหนดสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 508,192.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,265.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32835 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 490,176.14 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 300,265.02 บาท นับถัดจากวันที่ 9ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32835 ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน295,918.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สองมีว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้มีประกาศของโจทก์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วซึ่งตามประเพณีของโจทก์ต้องรวมอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2 ด้วย ฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมจึงเป็นการกำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแม้โจทก์กำหนดในสัญญากู้ยืมร้อยละ 19 ต่อปี แต่โจทก์ก็ไม่ได้เรียกดอกเบี้ยถึงร้อยละ 19 ต่อปี จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า สัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ตามข้อ 1 ให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี) แต่ตามประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.11แผ่นที่ 42 ถึง 44 ซึ่งเป็นประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ 14.50 ต่อปี ไม่มีข้อความตอนใดในประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ดังที่ระบุในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 แต่ประการใดอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญากู้ยืมดังกล่าวจึงสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเก็บได้ตามกฎหมายและขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4936/2545 ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย สว่าง หนาดเสน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน · จำเลย - นาย สว่าง หนาดเสน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · ชูชาติ ศรีแสง · สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 272/2490ฎีกา 2572/2541ฎีกา 794/2509ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4007/2552ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 9571/2544ฎีกา 1302/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ