คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7209/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินป่าชายเลนโดยชอบ ย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐที่จะดำเนินการพิสูจน์สิทธิ หากโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยและบุคคลอื่นจะได้ดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ในที่ดินป่าชายเลนที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยชอบหรือไม่อย่างไรนั้นย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นผู้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิของจำเลยไปตามหน้าที่ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องและพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงนี้ต่อไป
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา นายโสพันธ์ สินธุบดี และนายอำนวย สินธุบดี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือไม่ ในข้อนี้ทั้งโจทก์จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองต่างก็มีพยานหลายปากมาเบิกความว่า แต่ละฝ่ายต่างครอบครองที่ดินพิพาทกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนที่จำเลยจะขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ทะเบียน เลขที่ 3426 ตามเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่จำเลย ซึ่งเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวนี้ได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์และบุคคลอื่นเคยร้องเรียนต่อนายอำเภอขนอมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าทางราชการออกให้แก่จำเลยโดยมิชอบ ศาลฎีกาได้พิจารณาเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวโดยตลอดแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนเป็นเรื่องที่โจทก์กับพวกกล่าวหาว่าจำเลยกับบุคคลอื่นได้เข้าครอบครองและขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์บริเวณที่ดินป่าชายเลนที่ประชาชนหลายหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน และตามหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้นำเอาที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองอย่างเป็นเจ้าของไปขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่จำเลยดังโจทก์ฟ้อง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนการที่จำเลยและบุคคลอื่นจะได้ดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินป่าชายเลนที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยชอบหรือไม่อย่างไรนั้น ย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิของจำเลยไปตามหน้าที่ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7209/2545
นายเสริม ขันแข็ง โจทก์
นายจรุง เสือทอง จำเลย
จำเลยร่วม จำเลย
นายโสพันธ์ สินธุบดี กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเสริม ขันแข็ง · จำเลย - นายจรุง เสือทอง · จำเลย - จำเลยร่วม · จำเลย - นายโสพันธ์ สินธุบดี กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประเสริฐ เขียนนิลศิริ · สุเมธ ตังคจิวางกูร · ชวลิต ยอดเณร |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ