⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 131/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอ้างตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอเงินเพื่อดูแลความเรียบร้อยในร้าน โดยไม่มีการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพหรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย และจำเลยไม่ได้รอเอาเงินตามที่พูด ไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่กลางร้าน จำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้านผู้เสียหายถามว่ามาซื้ออะไร จำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแล ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงเดินไปหลังร้านโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจแต่ไม่ติด เมื่อเดินออกมาหน้าร้านก็เห็นจำเลยทั้งสี่เดินขึ้นรถยนต์กระบะไป จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูด คำพูดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหาย ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันข่มขืนใจนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงิน 5,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่และขู่เข็ญว่าถ้าไม่ให้เงินจะไม่รับรองความปลอดภัย พร้อมได้ตรวจค้นร้านค้าของผู้เสียหายอันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และชื่อเสียงของผู้เสียหายจนผู้เสียหายยอมจะให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ตามที่ข่มขืนใจ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผ - 5271 สุราษฎร์ธานี และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิไม่มีทะเบียนที่ใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี และจับกุมจำเลยที่ 4 พร้อมรถยนต์อีซูซุไม่มีทะเบียนเป็นของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337,83 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี บวกโทษจำคุก 1 เดือนของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 684/2539 ของศาลชั้นต้น เข้ากับคดีนี้รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 1 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 556/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่เข้าไปในร้านอาหารวังกุ้งของนายอัครพลวรพงศ์พัฒน์ ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 17.30 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายกำลังจัดของอยู่บริเวณกลางร้าน มีจำเลยทั้งสี่เข้ามาในร้าน ผู้เสียหายถามว่าต้องการซื้ออะไร จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะพูดว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านผู้เสียหายกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงเดินไปที่หลังร้านซึ่งเป็นครัว และบอกนางวิลัยรัตน์ วัฒนศิริ ภรรยาว่า เจ้าพนักงานตำรวจมาขอเงิน 5,000 บาท เป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้าน แล้วผู้เสียหายโทรศัพท์ไปสถานีตำรวจ แต่ไม่ติด จึงได้เดินออกมาหน้าร้าน เห็นจำเลยทั้งสี่เดินไปขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ข้างร้านผู้เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพูดขอเงินเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือบุคคลที่สามแต่อย่างใด แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายความจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้พูดขู่ว่า หากไม่ให้เงินแล้วจะทำอะไรผู้เสียหาย ประกอบกับเมื่อผู้เสียหายออกมาจากหลังร้านจำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้รอเอาเงินจากผู้เสียหายตามที่พูดแต่อย่างใด ทั้งยังพากันเดินออกจากร้านผู้เสียหายอีกด้วย ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 พูดแต่เพียงว่า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยในร้าน ต้องการเงิน 5,000 บาท เพื่อเป็นค่าดูแลความเรียบร้อยในร้านนั้นยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือภรรยาผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2546 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา โจทก์ นาย เกรียงไกร นุชภู่ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา · จำเลย - นาย เกรียงไกร นุชภู่ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 824/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 753/2539ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1148/2534ฎีกา 3578/2531ฎีกา 2963/2535ฎีกา 831/2541ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 831/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 435/2535ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ