คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2546
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องยอมมอบทรัพย์สินให้ ถือเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย แม้จะไม่ได้พูดจาข่มขู่โดยตรงก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
แม้จำเลยจะมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคำโยนทิ้ง บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้วโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยจะได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายหรือไม่ และเมื่อผู้เสียหายโยนสร้อยคอทองคำทิ้งเพื่อมิให้จำเลยแย่งเอาไปได้ จำเลยยังใช้มีดปลายแหลมจ่อที่หน้าอกผู้เสียหายอีก กรณีถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการที่จำเลยจะลักเอาสร้อยคำทองคำและเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้วการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น ราคา 5,400บาท ของนางแช่ม พวงลำเจียก ผู้เสียหายไป โดยจำเลยใช้อาวุธมีดจะแทงผู้เสียหายอันเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ การชิงทรัพย์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยได้กระทำโดยใช้รถจักรยานยนต์ 1 คันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมเหตุเกิดที่ตำบลลาดน้ำเค็ม อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1092/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1639/2543 ของศาลชั้นต้น และเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 983/2544 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1092/2543 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1639/2543 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 983/2544 ของศาลชั้นต้น
จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคสาม, 340 ตรี ให้จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1092/2543ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางแช่ม พวงลำเจียก ผู้เสียหายว่า ขณะผู้เสียหายเดินอยู่ริมถนนสาธารณะในหมู่บ้านเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดข้าง ๆ ผู้เสียหายและถามหาคนคนหนึ่ง ผู้เสียหายตอบว่าไม่รู้จัก จำเลยเดินเข้าหา ผู้เสียหายเดินถอยหลังแล้วล้มลงผู้เสียหายเห็นท่าทางอาการจำเลยไม่ดีจึงดึงสร้อยคอทองคำที่สวมคอออกเป็นเหตุให้สร้อยคอขาดเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งตกอยู่ข้างตัว อีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้เสียหายจึงโยนทิ้งให้พ้นจำเลย จำเลยใช้มีดปลายแหลมยาวประมาณ 5 นิ้ว จ่อที่หน้าอกผู้เสียหายผู้เสียหายใช้มือปัดมีดเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่มือ จำเลยเห็นสร้อยคอส่วนที่ตกอยู่ข้างตัวผู้เสียหาย จึงหยิบเอาสร้อยคอดังกล่าวแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์นั้น เห็นว่า แม้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายจะไม่ปรากฏว่า จำเลยพูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายในลักษณะเช่นนั้นทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคำโยนทิ้ง บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้วโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยจะได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายหรือไม่ และเมื่อผู้เสียหายโยนสร้อยคอทองคำทิ้งเพื่อมิให้จำเลยแย่งเอาไปได้ จำเลยยังใช้มีดปลายแหลมจ่อที่หน้าอกผู้เสียหายอีก กรณีถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการที่จำเลยจะลักเอาสร้อยคอทองคำและเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา หาใช่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2546
พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง โจทก์
นาย พจนา พันธุ์ดี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง · จำเลย - นาย พจนา พันธุ์ดี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · ธาดา กษิตินนท์ · หัสดี ไกรทองสุก |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ