⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4170/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท ย่อมยังไม่มีผลบังคับ และไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับ ย. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฝ่ายหนึ่ง กับ ย. ฝ่ายหนึ่ง โดยระบุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย เพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึกจึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้ และบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ มาตรา 374 โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทนั้นบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.374

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๙๐,๘๘๕.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๗๓,๖๕๒.๕๙ บาท ตามที่โจทก์ขอ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับนางสาวยุพาภรณ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ตกลงจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งกันรับภาระในการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึก จึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้และบันทึกเลิกบริษัทไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หาได้ไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2546 บริษัท รีไลแอนซ์ แทรเวิล (ฮ่องกง) จำกัด โจทก์ บริษัท วี. อาร์. ทราเวล จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท รีไลแอนซ์ แทรเวิล (ฮ่องกง) จำกัด · จำเลย - บริษัท วี. อาร์. ทราเวล จำกัด ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายครรชิต วงศ์ไทย · ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 988/2533ฎีกา 7894/2553ฎีกา 9487/2558ฎีกา 5745/2537ฎีกา 1140/2559ฎีกา 3366/2522ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1002/2509ฎีกา 100/2540ฎีกา 6983/2543ฎีกา 3053/2527ฎีกา 32/2521ฎีกา 3064/2523ฎีกา 2873-2878/2519ฎีกา 47/2492ฎีกา 1725/2524ฎีกา 533/2515ฎีกา 619/2495ฎีกา 2593/2534ฎีกา 38/2537ฎีกา 3743/2536ฎีกา 825/2519ฎีกา 7355/2553ฎีกา 35/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา