⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 486/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนเริ่มประกอบกิจการ และมีหน้าที่แสดงหลักฐานใบอนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อถูกตรวจสอบ.

ย่อคำพิพากษา

การตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน เมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งหนึ่งตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ มาตรา 12 และ 13 ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะถือเอาวันที่หัวหน้าฝ่ายโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้ เป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ แม้จะมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องสอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานของโจทก์ทั้งสองได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดว่าได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ มาตรา 23 เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. โรงงาน ฯ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 เข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานโดยมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป แม้จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรกับอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุและทำให้อุปกรณ์เสียหาย ก็ด้วยประสงค์จะระงับการประกอบกิจการและยึดเครื่องจักรกับอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินซึ่งต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่ การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ก็เป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512 ม.12 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512 ม.13 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512 ม.23 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.12 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.13 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ม.23

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ , ๓๖๒ , ๓๕๘ , ๑๕๗ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า "ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ ๓ ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต? ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาต? การยื่นคำขอรับใบอนุญาตและขั้นตอนการพิจารณาและระยะเวลาในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง?" และมาตรา ๑๓ บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๒ ถ้าประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการโรงงานในส่วนหนึ่งส่วนใด ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มประกอบกิจการ?" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานหรือประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ ๓ ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตและต้องได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตเสียก่อน และเมื่อได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว หากประสงค์จะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งหนึ่งก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสองจะถือเอาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ของหัวหน้าฝ่ายโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนครเป็นวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ได้ เพราะจากการนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่า โจทก์ที่ ๑ ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ตามใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และโจทก์ที่ ๒ ไปรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในวันเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ จึงไม่ใช่วันเริ่มต้นที่โจทก์ทั้งสองสามารถตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานและประกอบกิจการโรงงานตามที่ขออนุญาตไว้ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่จะต้องตรวจสอบว่าโรงงานซึ่งตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จะมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ ๒๑๔/๒๕๓๖ แต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโรงงานหรือเครื่องจักรเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ก็ใช่ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่จะต้องเป็นผู้สอบถามไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดว่าโรงงานที่ตั้งในเขตท้องที่ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนนั้นได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้วหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่จะต้องแสดงหลักฐานต่อจำเลยที่ ๑ ให้ปรากฏชัดว่า ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแล้ว ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๓ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตต้องแสดงใบอนุญาตไว้ ณ ที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายในโรงงานของตน" เป็นเหตุผลสนับสนุนความข้อนี้อยู่ ดังนั้น ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน การตั้งโรงงานตลอดจนการประกอบกิจการโรงงานทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสองจึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๒ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง รวมทั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ และปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ย่อมมีอำนาจเข้าไปตรวจสภาพโรงงาน สถานที่ สภาพเครื่องจักร ตลอดจนตรวจยึดสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อการประกอบกิจการโรงงานของโจทก์ทั้งสองกระทำโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังกล่าวแล้ว กรณีจึงถือว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่เข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ ๑ และยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ที่ ๑ เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดฐานบุกรุกหาได้ไม่ ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งสามไม่จำเป็นต้องทำลายท่อ พี วี ซี ที่วางอยู่บนพื้นดินและนำเศษดิน เศษหิน ใส่ลงไปท่อ พี วี ซี ๔ ท่อ ซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จนเสียหายใช้การไม่ได้นั้น เห็นว่า เหตุแห่งการที่จำเลยทั้งสามเข้าไปตรวจสภาพโรงงานและยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานครั้งนี้ เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ ๑๐๐ คน มาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำนาเกลือสินเธาว์ของโจทก์ทั้งสอง ตามบันทึกเหตุร้ายสำคัญในเขตตำบลดงเหนือ พยานโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ท้ายบัญชีดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีเจตนาเพียงระงับเหตุร้ายและความวุ่นวายของผู้ชุมนุมประท้วงมิให้ลุกลามไป แม้การที่จะระงับการประกอบกิจการนาเกลือสินเธาว์นั้น จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้อุดท่อ พี วี ซี ตลอดจนสั่งให้รื้อถอนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุ ก็ด้วยประสงค์จะยึดเครื่องจักรและอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งที่พื้นดินโดยต้องรื้อถอนไปตามอำนาจหน้าที่ การรื้อสิ่งของที่ติดอยู่กับพื้นดินย่อมทำให้เกิดความชำรุดเสียหายบ้าง ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการรื้อถอนที่ต้องเกิดขึ้น สภาพความชำรุดเสียหายมิใช่เกิดขึ้นเพราะกระทำโดยเจตนาให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2546 บริษัท ช. จรัส ซี ซอลท์ จำกัด กับพวกรวม 2 คน โจทก์ นายกานต์ ลอยมา กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ช. จรัส ซี ซอลท์ จำกัด กับพวกรวม 2 คน · จำเลย - นายกานต์ ลอยมา กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วรนาถ ภูมิถาวร · ปัญญา ถนอมรอด · สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน - นายเฉลิมธันว์ สุขะปุณณพันธ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 845/2543ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 2931/2517ฎีกา 729/2483ฎีกา 3578/2531ฎีกา 7281/2537ฎีกา 3237/2543ฎีกา 2718/2538ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา