⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7024/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา จะต้องโต้แย้งว่าไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองนั้นมาใช้ หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปได้ ปัญหาเรื่องความกว้างยาวของทางพิพาทไม่ใช่ประเด็นที่ต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เป็นที่พอใจว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2), 255 แล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยปิดกั้น ทำลาย หรือห้ามมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาทและให้ทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิมกว้างยาวตามคำขอท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยจะอุทธรณ์ขอให้กลับคำสั่งดังกล่าวจะต้องโต้เถียงว่าวิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ตามมาตรา 254 (2) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้ หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม ส่วนปัญหาว่าทางพิพาทกว้างยาวเพียงใดในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.255 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.261

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งเป็นทางเดินและทางเดินรถยนต์ในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นและทางน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภารจำยอมหรือทางจำเป็น และยินยอมให้โจทก์ทั้งสองวางท่อน้ำโดยรับเงินค่าทดแทน ๑๐,๐๐๐ บาท ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาท หากไม่ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า จำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาท ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาท กับทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม ให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทหรือวางท่อน้ำเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางพิพาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้น ทำลาย หรือมิให้ห้ามโจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม กว้างประมาณ ๕ วา ยาวประมาณ ๑๖๐ วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. ๖ ส่วนคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาทและให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาอันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ทั้งสองอาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) เมื่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องแล้วเป็นที่พอใจว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ นั้นแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางอื่นใดออกสู่ทางสาธารณประโยชน์นอกจากทางพิพาท และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้น ทำลาย หรือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม กว้างประมาณ ๕ วา ยาวประมาณ ๑๖๐ วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. ๖ ดังนี้ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์ขอให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองจะต้องโต้เถียงว่าวิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไป ตามมาตรา ๒๖๑ วรรคสาม เมื่อจำเลยทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองยกเหตุโต้เถียงเพียงว่าทางพิพาทไม่เคยมีมาก่อนก็ดี หรือทางพิพาทกว้างประมาณ ๓ วา และยาวประมาณ ๑๕ วา เท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าทางพิพาทกว้างยาวเพียงใด และมีทางพิพาทหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นได้ และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2546 นายสุจิน ลัดดาวัลย์ กับพวก โจทก์ นายนิด อวยพร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุจิน ลัดดาวัลย์ กับพวก · จำเลย - นายนิด อวยพร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · ชวลิต ยอดเณร · ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายวัฒนา สุขประดิษฐ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 9028/2542ฎีกา 2387/2525ฎีกา 3801/2536ฎีกา 6027/2534ฎีกา 952/2539ฎีกา 920/2524ฎีกา 1109/2510ฎีกา 2381/2530ฎีกา 483/2519ฎีกา 1068/2522ฎีกา 2177/2543ฎีกา 8200/2567ฎีกา 247/2525ฎีกา 970/2519ฎีกา 1343/2538ฎีกา 2929/2517ฎีกา 2724/2541ฎีกา 1634/2526ฎีกา 6619/2545ฎีกา 558/2528ฎีกา 3883-3884/2559ฎีกา 176/2494ฎีกา 1001/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา