⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7568/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7568/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยโดยไม่ได้แจ้งว่าคำให้การนั้นอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ มิได้ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ยาว 1 คืบ แทงที่บริเวณลิ้นปี่ของผู้เสียหายนั้นอาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่ายกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือรับอันตรายสาหัส หรือพยายามฆ่าผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้สอบสวนถึงการกระทำนั้นของจำเลย ทั้งมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 แล้ว แต่การแจ้งข้อหาก็หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งข้อหา ทุกกระทงความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกันไม่ ซึ่งในการสอบสวนจำเลยครั้งแรกพนักงานสอบสวนได้แจ้ง ข้อหาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจให้จำเลยทราบแล้วว่าคำให้การอาจใช้ยันจำเลย ในชั้นพิจารณาของศาลได้และจำเลยให้การปฏิเสธ แม้จะมีการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีกสองครั้ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งแก่จำเลยว่าคำให้การเพิ่มเติมอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ มิได้ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบเพราะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เพียงแต่บัญญัติว่าคำให้การจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น ซึ่งตามคำให้การเพิ่มเติมของจำเลยอีกสองครั้ง ก็มีเพียงว่า ขอให้การปฏิเสธตามที่ให้การในครั้งแรก จึงไม่มีข้อความใดที่จะใช้ยันจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๐, ๒๘๘ ริบของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยแจ้งให้จำเลยทราบว่า ถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมจากทำร้ายร่างกายผู้อื่น (นายสินชัย ศรีแป๊ะบัว) ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การปฏิเสธ ครั้นวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยเพิ่มเติมอีก โดยแจ้งข้อหาจากทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นพยายามฆ่าผู้อื่น (นายสินชัย ศรีแป๊ะบัว) จำเลยให้การปฏิเสธ โดยในการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งสองครั้งพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้เป็นหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. ๖ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าในการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งสองครั้ง พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งเตือนจำเลยว่า ถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ เป็นการสอบสวนที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ยาว ๑ คืบ แทงที่บริเวณลิ้นปี่ของผู้เสียหายนั้นอาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือรับอันตรายสาหัส หรือพยายามฆ่าผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เมื่อพนักงานสอบสวน ได้สอบสวนถึงการกระทำนั้นของจำเลย ทั้งมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ แล้ว แต่การแจ้งข้อหาก็หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดที่เกี่ยวกับ การกระทำอันเดียวกันไม่ ซึ่งในการสอบสวนจำเลยครั้งแรกพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับ อันตรายแก่กายหรือจิตใจให้จำเลยทราบแล้วว่าคำให้การอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้และจำเลยให้การปฏิเสธ แม้จะมีการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีกสองครั้ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งแก่จำเลยว่า คำให้การเพิ่มเติมอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ ก็มิได้ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบ เพราะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เพียงแต่บัญญัติว่าคำให้การจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น ซึ่งตามคำให้การเพิ่มเติมจำเลยอีกสองครั้งก็มีเพียงว่าขอให้การปฏิเสธตามที่ให้การ ในครั้งแรก จึงไม่มีข้อความใดที่จะใช้ยันจำเลย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า การสอบสวนชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7568/2546 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โจทก์ นายปิยพงษ์ อินทร์พงษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว · จำเลย - นายปิยพงษ์ อินทร์พงษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ ตรีสุวรรณ · อมร วีรวงศ์ · สบโชค สุขารมณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม (แผนกคดีเยาวช - นายณฐพงษ์ ธีระเกษม · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 880/2502ฎีกา 1845/2537ฎีกา 1554/2521ฎีกา 6651/2538ฎีกา 6541/2544ฎีกา 8272/2553ฎีกา 1700/2548ฎีกา 4048/2528ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11720/2555ฎีกา 243/2509ฎีกา 2670/2521ฎีกา 2724/2519ฎีกา 15274/2553ฎีกา 767/2536ฎีกา 11742/2553ฎีกา 4147/2542ฎีกา 352/2546ฎีกา 4930/2538ฎีกา 1549/2525ฎีกา 796/2493ฎีกา 139/2536ฎีกา 623/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา