⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 97/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีใหม่ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว.

ย่อคำพิพากษา

ประเด็นที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมด เพราะสามารถที่จะวินิจฉัยในคดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ ซึ่งโจทก์ทั้งสองชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่เลือกที่จะฟ้องใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่ โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวซึ่งเป็นการไม่ชอบแก่โจทก์ทั้งสองหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒,๔๘๕,๙๓๑.๓๘ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันส่งมอบงานงวดสุดท้ายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ทำการก่อสร้างอาคารตามฟ้องเป็นเงิน ๗,๓๒๒,๐๐๐ บาท แต่ไม่เคยว่าจ้างให้ก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นเงิน ๑,๐๙๘,๙๓๑.๓๘ บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงขยายเวลาก่อสร้างอีก ๖๐ วัน หากก่อสร้างไม่เสร็จยอมให้ปรับวันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ครบกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่สามารถก่อสร้างเสร็จตามที่ตกลงกันไว้ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ ๗ และที่ ๘ จากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท คงค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสองอีก ๑,๓๘๗,๐๐๐ บาท หลักจากนั้นจำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขซ่อมแซมส่วนที่บกพร่องของอาคาร แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสอง จึงจ้างบุคคลอื่นก่อสร้างและซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าปรับให้แก่จำเลยทั้งสองวันละ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์ทั้งสองรับเงินค่าจ้างที่เหลือหลังจากหักค่าปรับแล้วเป็นเงิน ๒๓๗,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๑ และชำระเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๒ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๙๕๘,๙๓๑.๓๘ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๒๐,๐๐๐ บาท, ๖๐๐,๐๐๐ บาท และ ๙๕๘,๙๓๑.๓๘ บาท นับแต่วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องขอให้ชำระค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ ๘ เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๒๙๕,๔๐๓.๖๒ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าจ้างงวดที่ ๘ ใหม่ ภายในกำหนดอายุความ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "? พิเคราะห์แล้วที่โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายว่า สำหรับเงินค่าก่อสร้างงวดที่ ๘ ขอให้โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าก่อสร้างงวดที่ ๘ บางส่วน โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ ๑ ค้างชำระแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ คนละเท่าใด จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องบังคับตามคำขอดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบได้ไม่สมฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้เสียทั้งหมด เพราะสามารถที่จะวินิจฉัยให้คดีนี้ได้อยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองฟ้องใหม่ในประเด็นนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองเองก็อ้างในฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองนำสืบไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสองค้างชำระเงินงวดที่ ๘ แก่โจทก์ทั้งสองอยู่ ๕๖๗,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่เลือกที่จะฟ้องคดีใหม่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่ให้สิทธิในการฟ้องคดีใหม่แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกากลับให้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นการไม่ชอบหาได้ไม่" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๖๗๘,๙๓๑.๓๘ บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2546 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส อี ซี ซัพพลาย กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เจ.ซี.แมนชั่น กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส อี ซี ซัพพลาย กับพวก · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.เจ.ซี.แมนชั่น กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิบูลย์ มีอาสา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายโสภณ มัธยันต์พล · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสมพล กาญจนมา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 591/2531ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 231/2482ฎีกา 1022/2551ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4590/2553ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 4041/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1592/2521ฎีกา 158/2509ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509ฎีกา 218/2481ฎีกา 265/2534ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา