⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 108/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดเบี้ยปรับตามสัญญาอาจสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายที่แท้จริงก็ได้ ศาลจึงมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงได้ตามมาตรา 383 วรรคแรก หากเห็นว่าสูงเกินส่วน หรือคู่สัญญาใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไม่เหมาะสมหรือไม่ทันการ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยรับจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร เมื่อจำเลยส่งมอบงานงวดที่ 6 ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง จำเลยไม่ยินยอม คู่สัญญาจึงทำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก 120 วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ 7 ถึงที่ 10 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยขอคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาที่ผิดสัญญา แต่แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้คิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่เหมาะสมโดยมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยในเวลาอันสมควร การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เอาวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา 1 เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริง เพราะมีคำวินิจฉัยเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีก เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.393 พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม.24

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๐,๑๕๑,๐๗๖.๐๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๘,๐๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้เปลี่ยนจาก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๙,๑๔๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างหอพักนิสิต ๒ หลัง เป็นเงิน ๖๗,๙๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดตรวจรับงานและจ่ายเงินค่าจ้างเป็น ๑๐ งวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ หากส่งมอบงานเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยมีธนาคารศรีนคร จำกัด ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยเป็น ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยส่งมอบงานในงวดที่ ๕ และที่ ๖ ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ แต่จำเลยไม่ยินยอม จึงนำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการ โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๙ ให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยจึงทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงาน หลังจากจำเลยส่งมอบงานงวดที่ ๖ ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๘ แล้ว จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ แต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ หลังจากนั้นโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสถิตย์วิศวกรก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเมื่อประมาณปลายปี ๒๕๔๐ จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ รวม ๖๙๘ วัน เป็นเงิน ๓๔,๙๐๐,๐๐๐ บาท และการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอีกหลายประการเป็นเงิน ๓,๑๓๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกการประเมินค่าเสียหายเอกสารหมาย จ. ๑๗ ถึง จ. ๒๓ แต่จำเลยไม่ชำระ ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ประเด็นโดยตรงตามคำฟ้องมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาตามคำฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความถึงเหตุที่ก่อให้เกิดสิทธิของโจทก์และโจทก์ใช้สิทธิอย่างเหมาะสมและชอบธรรมหรือไม่ แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้มีการคิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลังจากอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้ว ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์จำเลยได้ทำข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญา คงปล่อยระยะเวลาให้ล่วงพ้นเป็นเวลานาน ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงแจ้งบอกเลิกสัญญาต่อจำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่เหมาะสมเพราะมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยภายในเวลาอันสมควร จึงกำหนดให้วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา ๑ เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริงเพราะมีคำชี้ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดจำนวนวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีกแล้ว เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและเป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2547 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โจทก์ บริษัทฉัตราภา จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ · จำเลย - บริษัทฉัตราภา จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรพินท์ เศรษฐมานิต · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ชัช ชลวร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจักรกฤษ เจริญเลิศ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5034/2533ฎีกา 7287/2539ฎีกา 1962/2548ฎีกา 1217/2530ฎีกา 558/2509ฎีกา 696/2537ฎีกา 2571/2529ฎีกา 58/2530ฎีกา 591/2531ฎีกา 1471/2542ฎีกา 4244/2539ฎีกา 2923/2525ฎีกา 5459/2537ฎีกา 231/2482ฎีกา 5470/2537ฎีกา 4623/2540ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 4590/2553ฎีกา 3760/2533ฎีกา 4194/2536ฎีกา 2139/2565ฎีกา 5884/2541ฎีกา 3295/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา