⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1164/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปลอมหนังสือเดินทางและปลอมตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อใช้หนังสือเดินทางนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่การปลอมหนังสือเดินทางแต่ละฉบับถือเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว และหากปลอมหนังสือเดินทางต่างรายกัน ถือเป็นความผิดคนละกรรมกัน

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.อ. มาตรา 232 บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึง จำเลยในคดีเดียวกัน แต่ น. มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 232 เมื่อมีการปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วต่อมาปลอมตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประทับลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นนั้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางดังกล่าวไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับ ต่างรายกัน จึงเป็นความผิดสองกรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.232 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูกมาตรา 264 วรรคแรก), 265, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารธรรมดาไม่ใช่ปลอมเอกสารราชการเพราะเป็นหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น ฉบับเลขที่ เอ็มพี 1527958 และฉบับเลขที่ เอ็มพี 1100158 ตามฟ้องที่มีการปลอม เป็นหนังสือเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่นทำขึ้นประเทศไทยหรือเจ้าพนักงานไทยมิได้เป็นผู้จัดทำ จึงมิใช่เอกสารราชการตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นั้น พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมหนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่นแล้วปลอมตราประทับเข้าและออกในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในการปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่นอันเป็นการปลอมเอกสารราชการ และศาลชั้นต้นก็มิได้ลงโทษในข้อหาดังกล่าว คงลงโทษในข้อหาปลอมเอกสารธรรมดาเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยในปัญหานี้ ปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ที่ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เพราะนางนรารัตน์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการในการกระทำเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้ เป็นมูลคดีเดียวกันตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7325/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน แต่นางนรารัตน์มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยจำเลยร่วมกับพวกปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น 2 ฉบับ แล้วปลอมตราประทับขาเข้าและขาออกของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว การปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วปลอมตราประทับของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วเพราะโดยสภาพของการกระทำ การกระทำของจำเลยย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับต่างรายกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมรวม 2 กระทง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเพียงกรรมเดียว จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 2 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2547 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิระ โชติพงศ์ · โนรี จันทร์ทร · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 4979/2541ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 7194/2539ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 3159/2532ฎีกา 9083/2544ฎีกา 3107/2533ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3789/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ