⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1254/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ถือเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) และผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ หากผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแทนผู้ร้องได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมกับชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ และบริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ที่ขายรถให้จำเลยที่ 1 ได้มายึดรถคันดังกล่าวคืนไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบริษัทไทยล้านนา ยนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองที่ขายรถให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นยกคำร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมแล้วพิจารณาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี การที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งที่ผู้ร้องมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแทนผู้ร้องทั้งสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๘๑,๗๐๖.๐๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจริงแต่เป็นนิติกรรมอำพราง สัญญาเช่าซื้อจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ นั้น บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และ บริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ยึดรถคืนไปตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ หากโจทก์เป็นเจ้าของก็ต้องติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากบริษัทดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๐) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้กำหนดให้ไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามคำร้อง ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ หรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด และบริษัทไทยล้านนาลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๒) เช่นนี้คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองจึงถือว่าเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๕) เพราะเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ร้องทั้งสองย่อมสามารถอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแทนผู้ร้องทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ และราคารถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ ชำระราคาแทนนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อนี้มิใช่เป็นฎีกาที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ดังนั้น ฎีกาจำเลยที่ ๑ ในประเด็นนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2547 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายธนกร คีรีพิทักษ์ กับพวก จำเลย บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด กับพวก ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายธนกร คีรีพิทักษ์ กับพวก · ผู้ร้อง - บริษัทไทยล้านนายนตรกิจ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานะ ศุภวิริยกุล · สายันต์ สุรสมภพ · สมศักดิ์ เนตรมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10749/2553ฎีกา 1109/2493ฎีกา 1940/2546ฎีกา 4526/2536ฎีกา 1177-1178/2511ฎีกา 2617/2524ฎีกา 4431/2553ฎีกา 2909/2524ฎีกา 1195/2512ฎีกา 4810/2542ฎีกา 988/2485ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 2395/2538ฎีกา 5882/2541ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4024/2536ฎีกา 943/2513ฎีกา 5640/2540ฎีกา 1723/2534ฎีกา 2240/2538ฎีกา 224/2524ฎีกา 602/2488ฎีกา 469/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา