⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3305/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3305/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ หากมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายที่อาจได้รับความเสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิม.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านที่รับซื้อฝาก ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่งตามฟ้องซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินที่โจทก์รับซื้อฝากจากจำเลยโดยผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ปลูกสร้างในระหว่างสัญญาขายฝากยังไม่ครบกำหนดการไถ่คืนเป็นการปลูกสร้างโดยสุจริต โจทก์จะขับไล่ผู้ร้องสอดโดยไม่ใช้ค่าโรงเรือนไม่ได้ ขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ขอให้ศาลพิพากษาว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นของผู้ร้องสอด หากจะขับไล่ผู้ร้องสอดออกจากที่ดินก็ให้โจทก์จ่ายค่าโรงเรือนดังกล่าวเป็นเงิน 50,000 บาท แก่ผู้ร้องสอด ดังนี้ หากความจริงเป็นดังที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้างในคำร้อง บ้านเลขที่ดังกล่าวย่อมไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์อาจต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้ร้องสอด หรือผู้ร้องสอดอาจมีสิทธิรื้อถอนโรงเรือนนั้นไปก็ได้จึงเป็นการจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านทั้ง 5 หลังตามฟ้องแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมด ก็จะทำให้คดีดังกล่าวข้างต้นต้องล่าช้าไปไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.109 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1310

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขายฝากที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ ๒๘๓ ถึง ๒๘๖ และ ๒๙๐แก่โจทก์ ครบกำหนดแล้วจำเลยมิได้ไถ่ทรัพย์ที่ขายฝาก และจำเลยได้เช่าบ้านทั้ง ๕ หลังดังกล่าวจากโจทก์ ครบกำหนดการเช่าแล้วจำเลยไม่ออกจากบ้านที่เช่า ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารและให้จำเลยใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดี ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ ๒๘๔ ซึ่งได้ปลูกสร้างขึ้นในระหว่างสัญญาขายฝากยังไม่ครบกำหนดการไถ่คืน โดยจำเลยอนุญาตให้ปลูกสร้างได้ ขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ขอให้พิพากษาว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นของผู้ร้องสอด หากจะขับไล่ผู้ร้องสอดออกจากที่ดินก็ให้โจทก์จ่ายค่าโรงเรือน ศาลชั้นต้นสั่งว่า บ้านตามคำร้องเป็นส่วนควบกับที่ดิน จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้ร้องสอดไม่ใช่เจ้าของไม่มีสิทธิร้องสอด ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องสอดนั้น ผู้ร้องสอดอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ ๒๘๔ ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินที่โจทก์รับซื้อฝากจากจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ปลูกสร้างในระหว่างสัญญาขายฝากยังไม่ครบกำหนดการไถ่คืน เป็นการปลูกสร้างโดยสุจริตโจทก์จะขับไล่ผู้ร้องสอดโดยไม่ใช้ค่าโรงเรือนไม่ได้ จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ขอให้ศาลพิพากษาว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นของผู้ร้องสอด หากจะขับไล่ผู้ร้องสอดออกจากที่ดิน ก็ให้โจทก์จ่ายค่าโรงเรือนดังกล่าวเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้ร้องสอด ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า หากความจริงเป็นดังที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้างในคำร้อง บ้านเลขที่ดังกล่าวย่อมไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์อาจต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้ร้องสอด หรือผู้ร้องสอดอาจมีสิทธิรื้อถอนโรงเรือนนั้นไปก็ได้ จึงเป็นการจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑)ชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องสอดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านทั้ง ๕ หลังตามฟ้องแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ดังนั้น หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งหมด ก็จะทำให้คดีดังกล่าวข้างต้นต้องล่าช้าไปไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3305/2534 นายประชา กิจโรจน์สกุล โจทก์ นายไพรี พลายจันทร์ ผู้ร้องสอด นายอ่อง พลายจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประชา กิจโรจน์สกุล · ผู้ร้องสอด - นายไพรี พลายจันทร์ · จำเลย - นายอ่อง พลายจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญศรี กอบบุญ · เสียง ตรีวิมล · สุวิทย์ ธีรพงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - อ่านไม่ออก · ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1058/2498ฎีกา 734/2516ฎีกา 273/2501ฎีกา 988/2485ฎีกา 345/2520ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 943/2513ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3350/2538ฎีกา 913/2538ฎีกา 224/2524ฎีกา 5272/2544ฎีกา 602/2488ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1627/2505ฎีกา 8119/2540ฎีกา 1088/2533ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1660/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา